• |

    ปลดล็อกคุณค่าแห่งไลโคปีน สู่นวัตกรรมเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวมเสริมไลโคปีนเบต้ากลูแคน

    ไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่โดดเด่นเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายมิติ ทั้งช่วยลดการอักเสบและมีส่วนช่วยต้านมะเร็ง แต่ถึงแม้จะมีประโยชน์มากมาย การนำไลโคปีนมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกลับมีความท้าทายสูง เนื่องจากไลโคปีนมีข้อจำกัดทางธรรมชาติคือ เสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อเจอแสงแดดและออกซิเจน อีกทั้งยังไม่ละลายน้ำ ทำให้มักจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารไปมากในระหว่างขั้นตอนการผลิตและการเก็บรักษา . ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ โดยนำไลโคปีนที่สกัดได้จากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าว มาผ่านเทคโนโลยีการสร้างสารประกอบเชิงซ้อน (Complexation) ร่วมกับเบต้า-กลูแคน ซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ธรรมชาติ เทคโนโลยีนี้ช่วยปรับโครงสร้างให้ไลโคปีนสามารถกระจายตัวและละลายในน้ำได้ดีขึ้นอย่างมาก และมีความคงตัวที่ยาวนาน โดยโครงสร้างของเบต้า-กลูแคน จะช่วยปกป้องไลโคปีนจากสภาพแวดล้อม ทำให้สารอาหารมีความคงตัว ไม่เสื่อมสภาพง่าย และยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง สูตรนี้ยังเลือกใช้อิริทริทอล (Erythritol) เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอีกด้วย . นวัตกรรมดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเชิงหน้าที่ (Functional food ingredient) โดยทำหน้าที่พาคุณประโยชน์ของทั้งไลโคปีนและเบต้า-กลูแคนเข้าสู่ร่างกาย ผลิตภัณฑ์นี้มุ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องการรับประโยชน์จากไลโคปีนแต่ไม่ชื่นชอบกลิ่นหรือรสชาติของมะเขือเทศ . ในด้านการนำไปประยุกต์ใช้จริง สารประกอบเชิงซ้อนนี้สามารถนำไปผสมผสานในกระบวนการผลิตน้ำผลไม้รวม โดยผ่านขั้นตอนการทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน (Homogenization) และการพาสเจอไรซ์ (Pasteurization) จนออกมาเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งสามารถคงคุณค่าของสารออกฤทธิ์ไว้ได้อย่างครบถ้วนตลอดอายุการวางจำหน่าย นับเป็นความสำเร็จในการเปลี่ยนข้อจำกัดทางกายภาพให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ทั้งดื่มง่าย อร่อย และอัดแน่นไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างแท้จริง . นวัตกรรม : เครื่องดื่มน้ำผลไม้รวมเสริมไลโคปีนเบต้ากลูแคน…

  • |

    ไอศกรีมเสริมสารสกัดจากกากชีวมวลสาหร่ายสไปรูลิน่า เปลี่ยนไอศกรีมให้เป็นมากกว่าความอร่อย

    ไอศกรีมมักถูกจดจำในฐานะขนมหวานที่มอบความสุข ความอร่อย และความสดชื่นในทุกครั้งที่ลิ้มลอง แต่ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาหารจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบสนองความอร่อยเท่านั้น หากยังสามารถพัฒนาให้มีคุณค่าและสอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืนได้.แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา ไอศกรีมเสริมสารสกัดจากกากชีวมวลสาหร่ายสไปรูลิน่า โดยนำกากชีวมวลที่เหลือจากกระบวนการสกัดสารซี-ไฟโคไซยานินกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง เนื่องจากวัตถุดิบดังกล่าวยังคงมีองค์ประกอบทางโภชนาการและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่น่าสนใจ จึงมีศักยภาพในการต่อยอดเป็นส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือก.นวัตกรรมนี้ใช้เทคโนโลยีการสกัดด้วยคลื่นอัลตราโซนิก เพื่อช่วยปลดปล่อยสารสำคัญจากกากชีวมวล ก่อนนำสารสกัดที่ได้มาเสริมในไอศกรีม ผลการทดสอบพบว่า ไอศกรีมที่พัฒนาขึ้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH โดยมีค่าการยับยั้งเท่ากับร้อยละ 52.47 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสารสกัดจากกากชีวมวลสไปรูลิน่าในการใช้เป็นส่วนผสมเชิงหน้าที่ในผลิตภัณฑ์อาหาร.นอกจากผลการทดสอบด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแล้ว สารสกัดจากกากชีวมวลสไปรูลิน่ายังช่วยสร้างสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สีสังเคราะห์ในสูตรที่พัฒนาขึ้น ทำให้ไอศกรีมสูตรนี้ผสานความอร่อย คุณค่าจากวัตถุดิบชีวภาพ และแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไว้ด้วยกัน.ในมุมของการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมนี้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความอร่อยควบคู่กับวัตถุดิบจากธรรมชาติและแนวคิดความยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นเมนูสร้างสรรค์ในคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือธุรกิจบริการอาหารที่ต้องการนำเสนอเมนูที่แตกต่างและมีเรื่องราวด้านการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชีวภาพ.นวัตกรรมนี้จึงเป็นตัวอย่างของการนำกากชีวมวลจากกระบวนการสกัดสารซี-ไฟโคไซยานินกลับมาเพิ่มมูลค่า และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่เชื่อมโยงระหว่าง ความอร่อย คุณค่าจากวัตถุดิบธรรมชาติ และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้อย่างน่าสนใจ.นวัตกรรม : ไอศกรีมเสริมสารสกัดจากสาหร่ายสไปรูลิน่าเลขที่คำขอ : 2103002824รางวัล :รางวัลเหรียญเงิน และรางวัลเชิดชูเกียรติ งาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New products” (iENA 2023)ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1076034611520084/

  • |

    ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูป นวัตกรรมอาหารเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตยุคใหม่

    ซอสพริกนับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยชูรสชาติอาหารให้มีความสมบูรณ์แบบ แต่ในยุคที่ผู้คนเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ซอสพริกแบบดั้งเดิมนั้นมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องของน้ำหนักที่มาก อายุการเก็บรักษาที่จำกัดหากปราศจากสารกันบูด และความยุ่งยากในการพกพา ข้อจำกัดเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ท้าทายให้เราตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ความฉ่ำ ความหอม และความเผ็ดร้อนของซอสพริกยังคงอยู่ครบถ้วน ในรูปแบบที่เบาบาง เก็บได้นาน และพร้อมเดินทางไปทุกที่.คำตอบของความท้าทายนี้ไม่ได้อยู่ที่การต้มให้แห้งหรือคั่วด้วยความร้อนสูง ซึ่งจะทำลายเอกลักษณ์ของรสชาติ แต่คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรม การทำแห้งแบบโฟมแมท (Foam-Mat Drying) กระบวนการนี้เริ่มต้นอย่างประณีตด้วยการนำซอสพริกมาตีให้เกิดฟองละเอียดเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ก่อนนำไปอบแห้ง จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของนวัตกรรมนี้คือ การใช้อุณหภูมิที่ไม่สูงซึ่งช่วยถนอมคุณภาพอาหารและลดการเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาล (Browning Reaction) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ซอสพริกผง ที่ยังคงรักษาสีสันที่สดใส และกักเก็บสารให้กลิ่นรสอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ราวกับปรุงสุกใหม่ ๆ.นอกจากความโดดเด่นเรื่องการรักษากลิ่นและสีแล้ว นวัตกรรมนี้ยังมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมเมื่อถึงมือผู้ใช้งาน ด้วยโครงสร้างผงที่มีรูพรุนจากการตีฟอง ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถดูดน้ำกลับคืนได้เร็วผู้บริโภคเพียงแค่เติมน้ำอุ่นลงไป ผงซอสพริกก็จะคืนรูปกลับมาเป็นซอสที่มีความหนืด สีสัน และรสชาติเหมือนต้นตำรับในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติใหม่ ๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นผงหมักเนื้อสัตว์ ผงโรยปรุงรสบนอาหารทอด หรือแม้แต่เป็นส่วนผสมในแป้งทอดกรอบและขนมขบเคี้ยว.ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบา เก็บรักษาได้นาน และใช้งานสะดวก ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูปจึงตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร (B2B) เช่น ร้านอาหารหรือสายการบินที่ต้องการควบคุมมาตรฐานรสชาติและลดต้นทุนโลจิสติกส์ กลุ่มนักเดินทางที่ต้องการพกพาเครื่องปรุงรสที่คุ้นเคยไปแคมป์ปิ้งหรือต่างประเทศโดยไม่ต้องกังวลเรื่องของเหลวหกเลอะเทอะ ไปจนถึงผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกรวดเร็วในการทำอาหารที่บ้าน.นวัตกรรมซอสพริกผงจากเทคโนโลยีโฟมแมท จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาข้อจำกัดของซอสพริกแบบเดิม ๆ แต่เป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่…

  • |

    นวัตกรรมแป้งกล้วยน้ำว้าดิบจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อาหารสุขภาพแห่งอนาคต

    ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับความเครียดและพฤติกรรมการบริโภคที่เร่งรีบ ปัญหาสุขภาพทางเดินอาหารได้กลายเป็นภัยเงียบที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “ไมโครไบโอม” หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นสมองที่สองของมนุษย์ เพราะมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมอย่างลึกซึ้ง การดูแลจุลินทรีย์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยพรีไบโอติก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ใหญ่โดยตรง.คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะหาแหล่งพรีไบโอติกจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืนได้จากที่ใด คำตอบอยู่ในวัตถุดิบทางการเกษตรที่คุ้นเคยแต่มักถูกมองข้ามอย่างกล้วยน้ำว้าดิบนั่นเอง.นักวิจัยได้พัฒนากล้วยน้ำว้าดิบพัฒนาให้กลายเป็น “อาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ” ที่ไม่เพียงรักษาสารอาหารสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพให้ง่ายต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้โดดเด่นเหนือผลิตภัณฑ์ทั่วไปคือข้อพิสูจน์เชิงวิทยาศาสตร์ที่วัดผลได้จริง แป้งกล้วยน้ำว้าดิบมีปริมาณ Resistant Starch หรือสตาร์ชที่ทนต่อการย่อยสูงถึง 60.25 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติกประสิทธิภาพสูงได้ เนื่องจากสตาร์ชชนิดนี้สามารถทนทานต่อการย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แล้วเดินทางต่อไปเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีอัตราการย่อยได้ของสตาร์ชในหลอดทดลองต่ำเพียง 22.48 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งหมายความว่าร่างกายดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าและน้อย ไม่กระตุ้นให้อินซูลินพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ยิ่ง เมื่อ Resistant Starch เดินทางถึงลำไส้ใหญ่ จะกระตุ้นให้จุลินทรีย์ชนิดดีเจริญเติบโตและเกิดกระบวนการหมัก ซึ่งนำไปสู่การสร้างกรดไขมันสายสั้น หรือ Short-Chain Fatty Acids (SCFA) สารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการลดการอักเสบทั้งในลำไส้และกระเพาะอาหาร รวมถึงช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายให้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ.นวัตกรรมอาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ จึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ทางเลือก แต่คือการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิทยาศาสตร์การอาหารขั้นสูง เพื่อยกระดับทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นอาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์การป้องกัน ฟื้นฟู…

  • |

    นวัตกรรมใส ไร้ขีดจำกัด นํ้าดื่มกลิ่นเมลอนเสริมไลโคปีนเบต้ากลูแคนคอมเพล็กซ์

    ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ความท้าทายของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มคือการสร้างสิ่งที่ดีต่อร่างกายโดยไม่ต้องสูญเสียความอร่อย น้ำดื่มกลิ่นเมลอนเสริมไลโคปีนเบต้ากลูแคนคอมเพล็กซ์คือคำตอบหนึ่งสำหรับโจทย์นั้น ไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงและได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่มีอุปสรรคสำคัญคือมันไม่ละลายน้ำ ทำให้การนำมาผสมในเครื่องดื่มใสทำได้ยากมาก นอกจากนี้ยังเสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับแสงหรืออากาศ นักวิจัยจึงต้องหาทางแก้ปัญหานี้ในระดับโมเลกุลวิธีการที่ได้ผลคือการจับไลโคปีนเข้ากับเบต้ากลูแคน ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเกราะห่อหุ้มและพาไลโคปีนให้ละลายน้ำได้ โครงสร้างคอมเพล็กซ์นี้ยังช่วยปกป้องไลโคปีนจากสภาพแวดล้อม ทำให้คงฤทธิ์ได้นานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำดื่มใสหอมกลิ่นเมลอนที่บรรจุสารต้านอนุมูลอิสระไว้เต็มเปี่ยม ดื่มง่าย อีกทั้งยังเสริมคุณค่าจากเบต้ากลูแคน เทคโนโลยีนี้ยังเปิดโอกาสให้กับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมาก ทั้งเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา เจลลี่และกัมมี่เพื่อสุขภาพ น้ำเชื่อมสำหรับคาเฟ่ ไปจนถึงนมพืชที่ต้องการเสริมสารอาหารโดยไม่ทำลายเนื้อสัมผัสสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือนวัตกรรมนี้ไม่ได้บังคับให้ผู้บริโภคเลือกระหว่างความอร่อยกับสุขภาพ แต่มอบทั้งสองอย่างพร้อมกัน ซึ่งอาจเป็นทิศทางที่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพกำลังมุ่งหน้าไปในอนาคต นวัตกรรม : นํ้าดื่มกลิ่นเมลอนเสริมไลโคปีนเบต้ากลูแคนคอมเพล็กซ์เลขที่คำขอ : 2001006377, 2403000571ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1503015878072393

  • |

    นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมจากธรรมชาติ

    แคลเซียมเป็นแร่ธาตุพื้นฐานที่ร่างกายต้องการสำหรับการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากยังคงขาดแคลเซียมและเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน แม้ธรรมชาติจะมอบผักใบเขียวซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดีมาให้ แต่วิถีชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบันทำให้การบริโภคผักในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการรายวันเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ จึงเกิดคำถามขึ้นคือ จะทำอย่างไรให้คุณค่าของผักใบเขียวถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพในรูปแบบที่เหมาะกับคนยุคใหม่ เมื่อมองไปที่ทางเลือกในท้องตลาด ก็พบข้อจำกัดสองด้านที่ชัดเจน ด้านแรกคือแคลเซียมสังเคราะห์ที่มีจำหน่ายทั่วไป ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีและอาจก่อผลข้างเคียงหากสะสมมากเกินไป ด้านที่สองคือผลิตภัณฑ์ผักผงอบแห้งที่มีอยู่แล้ว แต่กระบวนการผลิตแบบเดิมยังไม่สามารถรักษาปริมาณแคลเซียมไว้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคต้องดื่มในปริมาณมากเพื่อให้ได้แคลเซียมที่พอเพียง จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาตลอดกระบวนการผลิต เริ่มตั้งแต่การควบคุมสภาวะการปลูกอย่างพิถีพิถันเพื่อกระตุ้นให้พืชสะสมแคลเซียมตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญกว่านั้นคือการคิดค้น “กระบวนการสกัดด้วยอัลคาไลน์ร่วมกับความร้อน” ซึ่งสามารถสลายโครงสร้างผนังเซลล์พืชที่ยึดจับแคลเซียมไว้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้แคลเซียมอิสระถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีจุดเด่น คือปริมาณแคลเซียมที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับผงผักอบแห้งทั่วไป และการที่แคลเซียมจากธรรมชาตินี้ละลายน้ำได้ดีและร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์อย่างเห็นได้ชัด นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การอาหาร แต่คือการเปลี่ยนข้อจำกัดของธรรมชาติให้กลายเป็นโอกาส ส่งมอบแร่ธาตุบริสุทธิ์จากผืนดินสู่ร่างกายในรูปแบบที่สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นรากฐานของสุขภาพกระดูกที่ยั่งยืนในระยะยาวนวัตกรรม : อาหารเสริมแคลเซียมจากผักใบเขียวเลขที่คำขอ : 2203001696รางวัล : รางวัลเหรียญเงิน งาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New products” (iENA 2023)ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1355773129710019/

  • |

    พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม นวัตกรรมอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

    พาสตาคืออาหารที่คนทั่วโลกรู้จัก แต่ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น อาหารจานโปรดนี้ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของคำถามที่เรียบง่าย คือ จะทำอย่างไรให้กินพาสตาอร่อยได้ทุกวัน โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพ? จุดเริ่มต้นของคำตอบอยู่ที่ผืนแผ่นดินไทย ทั้งข้าวกล้องที่เปี่ยมด้วยเส้นใยอาหาร และผักใบเขียวพื้นถิ่นที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุ ล้วนเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า ปัญหาคือกระบวนการแปรรูปอาหารทั่วไปมักทำลายคุณค่าเหล่านั้นไปก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายอีกสองด้านที่ไม่อาจมองข้าม ด้านแรกคือปัญหาการแพ้กลูเตน ซึ่งพบมากขึ้นในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ เพราะพาสตาทั่วไปทำจากแป้งสาลีซึ่งมีกลูเตนเป็นส่วนประกอบหลัก ด้านที่สองคือเรื่องการเก็บรักษา ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่อยู่ได้นานโดยไม่พึ่งพาสารกันเสีย เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้พร้อมกัน นักวิจัยจึงพัฒนา “พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม” ขึ้นมา จุดสำคัญของนวัตกรรมนี้คือกรรมวิธีการแปรรูปผักใบเขียวที่คิดค้นขึ้นเป็นการเฉพาะ ให้สามารถกักเก็บวิตามิน แร่ธาตุ และแคลเซียมไว้ในโครงสร้างของเส้นได้อย่างครบถ้วน ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นพาสตาที่มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม และโภชนาการที่โดดเด่นใน 3 ด้านหลัก คือ 1) ปริมาณแคลเซียมที่สูงกว่าพาสตาแป้งสาลีทั่วไปถึง 4 เท่า และสูงกว่าพาสตาข้าวกล้องธรรมดาถึง 3 เท่า เปลี่ยนอาหารธรรมดาให้เป็นอาหารที่เสริมสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง 2) การเป็น Gluten-Free 100% โดยธรรมชาติ เพราะใช้ข้าวกล้องเป็นฐาน ไม่ใช้แป้งสาลีเลย จึงปลอดภัยสำหรับทุกคนที่มีความไวต่อกลูเตน และ 3) สามารถเก็บรักษาได้นานถึง 6 เดือน…

  • |

    นวัตกรรมชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิก วิถีแห่งธรรมชาติสู่นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ

    เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ สวนมะม่วงอินทรีย์ที่ปราศจากสารเคมี ที่ซึ่งต้นมะม่วงพันธุ์ทวายเดือนเก้า ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน ดินที่อุดมสมบูรณ์และแสงแดดที่พอเหมาะได้บ่มเพาะให้ต้นมะม่วงเติบโตอย่างแข็งแรง แต่คุณค่าของมะม่วงสายพันธุ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลไม้ที่หอมหวาน ความลับแห่งสุขภาพยังซ่อนอยู่ที่ใบ ที่อัดแน่นไปด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ ในยุคที่วิถีชีวิตเร่งรีบ นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง รวมถึงความเหนื่อยล้าสะสมและการอักเสบในระดับเซลล์ ผู้บริโภคต่างมองหาเครื่องดื่มที่ไม่เพียงแต่ช่วยดับกระหาย แต่ต้องทำหน้าที่ช่วยป้องกันโรคและฟื้นฟูร่างกาย คำตอบของความท้าทายนี้ เริ่มต้นจากการคัดสรรวัตถุดิบอย่างเจาะจง โดยเลือกใช้เพียงใบแก่ลำดับที่ 5-7 จากปลายกิ่งของมะม่วงพันธุ์ทวายเดือนเก้าเท่านั้น ซึ่งงานวิจัยระบุว่าเป็นช่วงวัยของใบที่สะสมสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพไว้สูงสุด จากนั้นนำใบที่ได้ไปผ่านกระบวนการหมักชาแบบชาเขียว ที่ควบคุมอุณหภูมิและเวลาอย่างแม่นยำ เพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ คงความสดใสของสีใบ กักเก็บความหอม และที่สำคัญที่สุดคือ การคงคุณค่าของสารต้านอนุมูลอิสระไว้ให้ได้มากที่สุด จุดเด่นที่ทำให้นวัตกรรมชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิกนี้เป็นยิ่งกว่าเพียงเครื่องดื่มทั่วไป คือ การต้านอนุมูลอิสระ ฟีนอลิก และฟลาโวนอยด์สูง การดื่มชาชนิดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มความสดชื่นและทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าจากความเหนื่อยล้า แต่มีแนวโน้มในการช่วย ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ต้านการอักเสบภายในร่างกาย และมีฤทธิ์ลดเบาหวาน ชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิก จึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือตัวแทนของความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่เปลี่ยนผลิตผลพลอยได้ทางการเกษตรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง มอบทั้งสุนทรียภาพในการดื่ม และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับผู้บริโภคในทุก ๆ วัน นวัตกรรม : ชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิกเลขที่อนุสิทธิบัตร : 25802ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม :…

  • |

    นวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เครื่องดื่มพรีไบโอติกมาตรฐานโลก

    รู้ในยุคที่กระแสสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ Functional Foods ประเทศไทยในฐานะเมืองเกษตรกรรมกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องมูลค่าผลผลิตที่ตกต่ำ โดยเฉพาะ กล้วยหอม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีผลผลิตส่วนเกินและราคาผันผวนตามฤดูกาล คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงได้เล็งเห็นโอกาสในการนำกล้วยหอมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่อุดมไปด้วยสารอาหาร มาแปรรูปเป็นผง รวมทั้งเพิ่มคุณค่าด้วยแป้งกล้วยน้ำว้าดิบซึ่งเป็นพรีไบโอติก ช่วยสนับสนุนการทำงานของจุลินทรีย์ในลำไส้ และงาขี้ม่อน ซูเปอร์ฟู้ดจากภาคเหนือของไทย มาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืนของเกษตรกรและสุขภาวะของผู้บริโภค โจทย์สำคัญของการพัฒนาเครื่องดื่มชนิดผงคือจะรักษาคุณค่าทางโภชนาการที่ไวต่อความร้อนให้คงอยู่ได้อย่างไร ซึ่งการอบแห้งแบบดั้งเดิมมักทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และลดประสิทธิภาพของพรีไบโอติก อีกทั้งปัญหาเรื่องการละลายน้ำที่ยากทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังเป็นความพยายามในการเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วยหอมเกรดที่ไม่สามารถส่งออกได้ เพื่อลดขยะหลังการเก็บเกี่ยว นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีการทำแห้งแบบโฟม (Foam Mat Drying – FMD) ซึ่งช่วยเปลี่ยนส่วนผสมให้เป็นผงที่มีโครงสร้างรูพรุนสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์ละลายน้ำได้ดีเยี่ยมกว่าการทำแห้งทั่วไป และสามารถกักเก็บสารอาหารสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน นวัตกรรมชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบของอาหาร แต่เป็นการส่งมอบพลังแห่งธรรมชาติ ผ่านจุดเด่นที่เหนือกว่า ได้แก่ (1) ธาตุเหล็กสูง (High Iron) ด้วยคุณสมบัติของงาขี้ม่อนที่เข้มข้น ทำให้หนึ่งหน่วยบริโภคให้ธาตุเหล็กสูง ช่วยเสริมสร้างระบบขนส่งออกซิเจนและภูมิคุ้มกันร่างกาย และ (2) พรีไบโอติกสูง (High Prebiotic) แป้งกล้วยหอมดิบอุดมไปด้วยแป้งทนต่อการย่อย (Resistant Starch) ทำหน้าที่เป็นอาหารให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ส่งเสริมระบบขับถ่ายและสุขภาพทางเดินอาหารอย่างยั่งยืน นวัตกรรมเครื่องดื่มกล้วยหอมผงกึ่งสำเร็จรูปเสริมงาขี้ม่อน มิได้เป็นเพียงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่เป็นโมเดลธุรกิจแบบ Omnichannel ที่เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยสวนดุสิต…

  • |

    นวัตกรรมก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

    รู้หรือไม่?ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตส้มโอรายใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการแปรรูป แต่มักมีเปลือกส้มโอหลงเหลือทิ้งไว้เป็นจำนวนมหาศาล สิ่งที่ดูเหมือนเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ กลับมีคุณค่าทางโภชนาการชั้นเยี่ยมที่รอให้เราค้นพบ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กคือวัฒนธรรมอาหารที่คนไทยคุ้นเคยมาตลอด แต่มีจุดอ่อนที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือคาร์โบไฮเดรตสูงและใยอาหารต่ำ ทำให้คนรักสุขภาพหลายคนต้องบอกลาเมนูโปรดนี้ไป โจทย์จึงตกมาที่นักวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้อาหารธรรมดาในชีวิตประจำวันกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ โดยไม่ต้องสูญเสียรสชาติที่คุ้นเคย คำตอบอยู่ที่ “เปลือกส้มโอ” ของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมแปรรูปที่ไม่มีใครสนใจ ทีมวิจัยนำสิ่งเหล่านี้มาสกัดเป็นใยอาหารบริสุทธิ์คุณภาพสูง แล้วผสานเข้าไปในเนื้อเส้นก๋วยเตี๋ยว ผลลัพธ์คือ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ ที่เปลี่ยนทุกคำที่กินให้ดูแลสุขภาพลำไส้ไปพร้อมกัน นวัตกรรมนี้ไม่ได้แค่ยกระดับเมนูโปรดของคนไทย แต่ยังเปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้มีคุณค่า แก้ปัญหาขยะและสุขภาพได้ในคราวเดียว นวัตกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งมอบคุณค่าที่จับต้องได้ใน 2 มิติ ได้แก่ 1) การเสริมใยอาหารจากส้มโอช่วยเพิ่มใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้สูงถึงร้อยละ 9.44 ซึ่งช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และเพิ่มประสิทธิภาพระบบขับถ่าย ทำให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นได้ในเมนูอาหารที่คุ้นเคย 2) ด้วยแนวคิด Zero Waste การนำกากส้มโอมาใช้ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง เกื้อหนุนเกษตรกรรายย่อย และลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ด้วยคุณสมบัติของใยอาหารจากส้มโอ ทั้งการอุ้มน้ำ การสร้างเนื้อสัมผัส และต้นทุนที่เข้าถึงได้ จึงสามารถนำไปต่อยอดนวัตกรรมนี้สู่อุตสาหกรรมอาหารในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มไฟเบอร์ กักเก็บความชุ่มชื้น และลดความแห้งกระด้างของเนื้อขนมปังหรือคุกกี้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ทำหน้าที่เป็นสารปรับปรุงโครงสร้างเพื่อสร้างความฉ่ำน้ำและเนื้อสัมผัสที่สมจริงยิ่งขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Plant-based หรือเพื่อแก้ไขปัญหาระบบขับถ่ายในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ จึงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือภาพจำลองของอนาคต…