นวัตกรรมชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิก วิถีแห่งธรรมชาติสู่นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ

image

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ สวนมะม่วงอินทรีย์ที่ปราศจากสารเคมี ที่ซึ่งต้นมะม่วงพันธุ์ทวายเดือนเก้า ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน ดินที่อุดมสมบูรณ์และแสงแดดที่พอเหมาะได้บ่มเพาะให้ต้นมะม่วงเติบโตอย่างแข็งแรง แต่คุณค่าของมะม่วงสายพันธุ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลไม้ที่หอมหวาน ความลับแห่งสุขภาพยังซ่อนอยู่ที่ใบ ที่อัดแน่นไปด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ ในยุคที่วิถีชีวิตเร่งรีบ นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง รวมถึงความเหนื่อยล้าสะสมและการอักเสบในระดับเซลล์ ผู้บริโภคต่างมองหาเครื่องดื่มที่ไม่เพียงแต่ช่วยดับกระหาย แต่ต้องทำหน้าที่ช่วยป้องกันโรคและฟื้นฟูร่างกาย

คำตอบของความท้าทายนี้ เริ่มต้นจากการคัดสรรวัตถุดิบอย่างเจาะจง โดยเลือกใช้เพียงใบแก่ลำดับที่ 5-7 จากปลายกิ่งของมะม่วงพันธุ์ทวายเดือนเก้าเท่านั้น ซึ่งงานวิจัยระบุว่าเป็นช่วงวัยของใบที่สะสมสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพไว้สูงสุด จากนั้นนำใบที่ได้ไปผ่านกระบวนการหมักชาแบบชาเขียว ที่ควบคุมอุณหภูมิและเวลาอย่างแม่นยำ เพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ คงความสดใสของสีใบ กักเก็บความหอม และที่สำคัญที่สุดคือ การคงคุณค่าของสารต้านอนุมูลอิสระไว้ให้ได้มากที่สุด

จุดเด่นที่ทำให้นวัตกรรมชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิกนี้เป็นยิ่งกว่าเพียงเครื่องดื่มทั่วไป คือ การต้านอนุมูลอิสระ ฟีนอลิก และฟลาโวนอยด์สูง

การดื่มชาชนิดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มความสดชื่นและทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าจากความเหนื่อยล้า แต่มีแนวโน้มในการช่วย ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ต้านการอักเสบภายในร่างกาย และมีฤทธิ์ลดเบาหวาน ชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิก จึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือตัวแทนของความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่เปลี่ยนผลิตผลพลอยได้ทางการเกษตรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง มอบทั้งสุนทรียภาพในการดื่ม และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับผู้บริโภคในทุก ๆ วัน

นวัตกรรม : ชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิก
เลขที่อนุสิทธิบัตร : 25802
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1119745534545608/

ที่เกี่ยวข้อง

  • ยกระดับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ด้วยนวัตกรรมแป้งต้านอนุมูลอิสระ

    ย้อนกลับ ในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน ความท้าทายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการหาจุดสมดุลระหว่าง “สุนทรียภาพแห่งรสชาติ” และ “คุณประโยชน์ทางโภชนาการ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้รักสุขภาพ ทีมวิจัยของเราได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าว ด้วยการนำ “ไลโคปีน” (Lycopene) สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังจากธรรมชาติ มาเป็นกุญแจสำคัญ อย่างไรก็ตาม การนำไลโคปีนมาใช้ในกระบวนการแปรรูปอาหารนั้นมีความซับซ้อนสูง ทั้งปัญหาการละลายน้ำที่ทำได้ยาก และความไม่คงตัวของสารอาหารเมื่อโดนความร้อน เพื่อแก้ไข Pain Point ดังกล่าว งานวิจัยชิ้นนี้จึงเลือกใช้นวัตกรรม “สารประกอบเชิงซ้อนอนุภาคกักเก็บสารอาหารในระดับโมเลกุล” (Molecular Inclusion Complex) เข้ามาประยุกต์ใช้กระบวนการนี้เปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันทางโครงสร้างในระดับจุลภาค เพื่อกักเก็บโมเลกุลของไลโคปีนเอาไว้ ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ ทำให้ไลโคปีนที่เคยละลายน้ำยาก กลับมามีคุณสมบัติในการละลายน้ำที่ดีเยี่ยมและมีความคงตัวสูง แม้ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปหรือเก็บรักษาเป็นเวลานาน✨ Key Highlights & Innovations:1. ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าแป้งที่เติมไลโคปีนจากผักและผลไม้ในรูปแบบทั่วไปถึง 3 เท่า2. การปรับโครงสร้างโมเลกุลช่วยให้สารมีชีวปริมาณออกฤทธิ์สูง ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น3. สารออกฤทธิ์ชีวภาพมีความคงตัวสูงต่อสภาพแวดล้อม ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาโดยที่คุณค่าทางสารอาหารไม่สูญสลาย นวัตกรรมนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จในห้องปฏิบัติการ แต่คือการเปิดประตูบานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเบเกอรี่และอาหารเพื่อสุขภาพ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนเบเกอรี่ให้เป็นมากกว่าแค่ความอร่อย แต่คือแหล่งของสารอาหารที่ช่วยดูแลร่างกายได้อย่างยั่งยืน ชื่อนวัตกรรม : แป้งต้านอนุมูลอิสระเลขอนุสิทธิบัตร: 17577รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญเงิน…

  • นวัตกรรมฟิล์มชีวภาพเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหาร

    ย้อนกลับ ในยุคที่อุตสาหกรรมอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ความท้าทายระดับโลก 2 ประการที่ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องเผชิญคือ วิกฤตขยะอาหาร (Food Waste) จากการเน่าเสียก่อนเวลาอันควร และมลภาวะจากพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุภัณฑ์ แม้พลาสติกแบบดั้งเดิมจะทำหน้าที่ปกป้องอาหารได้ดีเยี่ยม แต่กลับทิ้งขยะให้เป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อมไว้นานนับร้อยปี โลกจึงต้องการหาบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่ถนอมอาหารให้สดใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ต้องสลายตัวคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ แม้ที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ข้อจำกัดสำคัญที่มักพบคือ พลาสติกชีวภาพเหล่านั้นยังขาดคุณสมบัติในการยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์อาหารสดมักถูกจุลินทรีย์ทำให้เสื่อมสภาพและสูญเสียมูลค่าทางการตลาดอย่างรวดเร็ว ความท้าทายขั้นสูงสุดจึงอยู่ที่การผสานความรักษ์โลกเข้ากับเทคโนโลยีการถนอมอาหารขั้นสูงให้อยู่ในแผ่นฟิล์มบาง ๆ เพียงแผ่นเดียว จากความท้าทายดังกล่าว นำมาสู่การค้นพบและพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต ฟิล์มพลาสติกชีวภาพถนอมอาหาร หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการเลือกใช้วัสดุฐานจากธรรมชาติอย่าง พอลิแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ซึ่งสกัดได้จากจุลินทรีย์ที่สร้างกรดแลคติก (Lactic Acid Bacteria) ทำให้ตัวฟิล์มมีความปลอดภัยสูงและเป็นมิตรต่อกระบวนการทางชีวภาพ แต่สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ คือการยกระดับโครงสร้างระดับนาโน โดยการผสานโครงสร้างไฮบริดคอปเปอร์ซิงค์ออกไซด์ (Hybrid Copper-Zinc Oxide) ลงไปในแผ่นฟิล์มอย่างแม่นยำ การผสานโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์นี้ สร้างจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ได้ดังนี้1) โครงสร้างไฮบริดคอปเปอร์ซิงค์ออกไซด์ที่ถูกปรับปรุงลงในแผ่นฟิล์ม ทำหน้าที่เป็นป้องกันระดับนาโนที่ทำงานแบบ Active Packaging ตัววัสดุไม่เพียงแต่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น แต่ยังคงคุณสมบัติหลักในการย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (Biodegradable) ทำให้เป็นนวัตกรรมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ2) กลไกของอนุภาคคอปเปอร์และซิงค์ออกไซด์มีฤทธิ์ในการต่อต้านและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์…

  • จากพืชพื้นถิ่นสู่นวัตกรรมชีวภาพ: การปลดล็อกศักยภาพ “บาทาทาซิน” ด้วยเทคโนโลยีไฟโตโซม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

    ย้อนกลับ ท่ามกลางความหลากหลายของผืนป่าไทย เราค้นพบขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่… ไม่ใช่ทองคำ แต่คือ “ว่านพระฉิม” สมุนไพรที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นักวิจัยค้นพบว่า ในว่านพระฉิมมีสารสำคัญที่ชื่อว่า “บาทาทาซิน” (Batatasin) ซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงมาก แต่ธรรมชาติก็สร้างกำแพงกั้นไว้… เพราะสารนี้มีข้อจำกัดเรื่อง “ความบริสุทธิ์” และที่สำคัญคือ “ร่างกายดูดซึมได้ยาก” ทีมวิจัยของเราไม่ได้หยุดแค่การค้นพบ แต่เรามุ่งมั่นที่นำของดีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเราเริ่มต้นที่ต้นน้ำ ด้วยการใช้คลื่นอัลตราโซนิกเข้าไปกระตุ้นเซลล์พืชอย่างนุ่มนวล เพื่อดึงสารบาทาทาซินออกมาให้ได้ความบริสุทธิ์สูงสุด โดยไม่ทำลายโครงสร้างสำคัญ เมื่อได้สารสกัดบริสุทธิ์แล้ว เราจึงนำเทคโนโลยี ไฟโตโซม (Phytosome) เข้ามาแก้ปัญหา ลองจินตนาการว่าสารสำคัญคือผู้โดยสาร VIP และไฟโตโซมคือรถลีมูซีนส่วนตัวที่ห่อหุ้มสารสำคัญด้วยฟอสโฟลิปิด (เลียนแบบผนังเซลล์มนุษย์) ทำหน้าที่เป็นบัตรผ่านทางพิเศษพาบาทาทาซินทะลุผ่านระบบทางเดินอาหาร เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าเดิมหลายเท่าตัว Key Highlights1) ค่าชีวประสิทธิผล (Bioavailability) ที่สูงขึ้น ร่างกายจึงนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ2) เป็นทางเลือกใหม่ที่ทรงพลังสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อเราผสานภูมิปัญญาแห่งพืชพันธุ์เข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเราสามารถเปลี่ยนสมุนไพรท้องถิ่น ให้กลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน นวัตกรรม : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบาทาทาซินจากว่านพระฉิมเลขที่คำขอ : 403000912รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญทอง งาน The…

  • ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูป นวัตกรรมอาหารเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตยุคใหม่

    ย้อนกลับ ซอสพริกนับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยชูรสชาติอาหารให้มีความสมบูรณ์แบบ แต่ในยุคที่ผู้คนเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ซอสพริกแบบดั้งเดิมนั้นมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องของน้ำหนักที่มาก อายุการเก็บรักษาที่จำกัดหากปราศจากสารกันบูด และความยุ่งยากในการพกพา ข้อจำกัดเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ท้าทายให้เราตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ความฉ่ำ ความหอม และความเผ็ดร้อนของซอสพริกยังคงอยู่ครบถ้วน ในรูปแบบที่เบาบาง เก็บได้นาน และพร้อมเดินทางไปทุกที่.คำตอบของความท้าทายนี้ไม่ได้อยู่ที่การต้มให้แห้งหรือคั่วด้วยความร้อนสูง ซึ่งจะทำลายเอกลักษณ์ของรสชาติ แต่คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรม การทำแห้งแบบโฟมแมท (Foam-Mat Drying) กระบวนการนี้เริ่มต้นอย่างประณีตด้วยการนำซอสพริกมาตีให้เกิดฟองละเอียดเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ก่อนนำไปอบแห้ง จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของนวัตกรรมนี้คือ การใช้อุณหภูมิที่ไม่สูงซึ่งช่วยถนอมคุณภาพอาหารและลดการเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาล (Browning Reaction) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ซอสพริกผง ที่ยังคงรักษาสีสันที่สดใส และกักเก็บสารให้กลิ่นรสอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ราวกับปรุงสุกใหม่ ๆ.นอกจากความโดดเด่นเรื่องการรักษากลิ่นและสีแล้ว นวัตกรรมนี้ยังมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมเมื่อถึงมือผู้ใช้งาน ด้วยโครงสร้างผงที่มีรูพรุนจากการตีฟอง ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถดูดน้ำกลับคืนได้เร็วผู้บริโภคเพียงแค่เติมน้ำอุ่นลงไป ผงซอสพริกก็จะคืนรูปกลับมาเป็นซอสที่มีความหนืด สีสัน และรสชาติเหมือนต้นตำรับในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติใหม่ ๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นผงหมักเนื้อสัตว์ ผงโรยปรุงรสบนอาหารทอด หรือแม้แต่เป็นส่วนผสมในแป้งทอดกรอบและขนมขบเคี้ยว.ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบา เก็บรักษาได้นาน และใช้งานสะดวก ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูปจึงตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร (B2B) เช่น ร้านอาหารหรือสายการบินที่ต้องการควบคุมมาตรฐานรสชาติและลดต้นทุนโลจิสติกส์ กลุ่มนักเดินทางที่ต้องการพกพาเครื่องปรุงรสที่คุ้นเคยไปแคมป์ปิ้งหรือต่างประเทศโดยไม่ต้องกังวลเรื่องของเหลวหกเลอะเทอะ ไปจนถึงผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกรวดเร็วในการทำอาหารที่บ้าน.นวัตกรรมซอสพริกผงจากเทคโนโลยีโฟมแมท จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาข้อจำกัดของซอสพริกแบบเดิม ๆ…

  • นวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เครื่องดื่มพรีไบโอติกมาตรฐานโลก

    ย้อนกลับ รู้ในยุคที่กระแสสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ Functional Foods ประเทศไทยในฐานะเมืองเกษตรกรรมกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องมูลค่าผลผลิตที่ตกต่ำ โดยเฉพาะ กล้วยหอม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีผลผลิตส่วนเกินและราคาผันผวนตามฤดูกาล คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงได้เล็งเห็นโอกาสในการนำกล้วยหอมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่อุดมไปด้วยสารอาหาร มาแปรรูปเป็นผง รวมทั้งเพิ่มคุณค่าด้วยแป้งกล้วยน้ำว้าดิบซึ่งเป็นพรีไบโอติก ช่วยสนับสนุนการทำงานของจุลินทรีย์ในลำไส้ และงาขี้ม่อน ซูเปอร์ฟู้ดจากภาคเหนือของไทย มาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืนของเกษตรกรและสุขภาวะของผู้บริโภค โจทย์สำคัญของการพัฒนาเครื่องดื่มชนิดผงคือจะรักษาคุณค่าทางโภชนาการที่ไวต่อความร้อนให้คงอยู่ได้อย่างไร ซึ่งการอบแห้งแบบดั้งเดิมมักทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และลดประสิทธิภาพของพรีไบโอติก อีกทั้งปัญหาเรื่องการละลายน้ำที่ยากทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังเป็นความพยายามในการเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วยหอมเกรดที่ไม่สามารถส่งออกได้ เพื่อลดขยะหลังการเก็บเกี่ยว นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีการทำแห้งแบบโฟม (Foam Mat Drying – FMD) ซึ่งช่วยเปลี่ยนส่วนผสมให้เป็นผงที่มีโครงสร้างรูพรุนสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์ละลายน้ำได้ดีเยี่ยมกว่าการทำแห้งทั่วไป และสามารถกักเก็บสารอาหารสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน นวัตกรรมชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบของอาหาร แต่เป็นการส่งมอบพลังแห่งธรรมชาติ ผ่านจุดเด่นที่เหนือกว่า ได้แก่ (1) ธาตุเหล็กสูง (High Iron) ด้วยคุณสมบัติของงาขี้ม่อนที่เข้มข้น ทำให้หนึ่งหน่วยบริโภคให้ธาตุเหล็กสูง ช่วยเสริมสร้างระบบขนส่งออกซิเจนและภูมิคุ้มกันร่างกาย และ (2) พรีไบโอติกสูง (High Prebiotic) แป้งกล้วยหอมดิบอุดมไปด้วยแป้งทนต่อการย่อย (Resistant Starch) ทำหน้าที่เป็นอาหารให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ส่งเสริมระบบขับถ่ายและสุขภาพทางเดินอาหารอย่างยั่งยืน นวัตกรรมเครื่องดื่มกล้วยหอมผงกึ่งสำเร็จรูปเสริมงาขี้ม่อน มิได้เป็นเพียงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่เป็นโมเดลธุรกิจแบบ Omnichannel…

  • นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมจากธรรมชาติ

    ย้อนกลับ แคลเซียมเป็นแร่ธาตุพื้นฐานที่ร่างกายต้องการสำหรับการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากยังคงขาดแคลเซียมและเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน แม้ธรรมชาติจะมอบผักใบเขียวซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดีมาให้ แต่วิถีชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบันทำให้การบริโภคผักในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการรายวันเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ จึงเกิดคำถามขึ้นคือ จะทำอย่างไรให้คุณค่าของผักใบเขียวถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพในรูปแบบที่เหมาะกับคนยุคใหม่ เมื่อมองไปที่ทางเลือกในท้องตลาด ก็พบข้อจำกัดสองด้านที่ชัดเจน ด้านแรกคือแคลเซียมสังเคราะห์ที่มีจำหน่ายทั่วไป ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีและอาจก่อผลข้างเคียงหากสะสมมากเกินไป ด้านที่สองคือผลิตภัณฑ์ผักผงอบแห้งที่มีอยู่แล้ว แต่กระบวนการผลิตแบบเดิมยังไม่สามารถรักษาปริมาณแคลเซียมไว้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคต้องดื่มในปริมาณมากเพื่อให้ได้แคลเซียมที่พอเพียง จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาตลอดกระบวนการผลิต เริ่มตั้งแต่การควบคุมสภาวะการปลูกอย่างพิถีพิถันเพื่อกระตุ้นให้พืชสะสมแคลเซียมตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญกว่านั้นคือการคิดค้น “กระบวนการสกัดด้วยอัลคาไลน์ร่วมกับความร้อน” ซึ่งสามารถสลายโครงสร้างผนังเซลล์พืชที่ยึดจับแคลเซียมไว้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้แคลเซียมอิสระถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีจุดเด่น คือปริมาณแคลเซียมที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับผงผักอบแห้งทั่วไป และการที่แคลเซียมจากธรรมชาตินี้ละลายน้ำได้ดีและร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์อย่างเห็นได้ชัด นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การอาหาร แต่คือการเปลี่ยนข้อจำกัดของธรรมชาติให้กลายเป็นโอกาส ส่งมอบแร่ธาตุบริสุทธิ์จากผืนดินสู่ร่างกายในรูปแบบที่สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นรากฐานของสุขภาพกระดูกที่ยั่งยืนในระยะยาวนวัตกรรม : อาหารเสริมแคลเซียมจากผักใบเขียวเลขที่คำขอ : 2203001696รางวัล : รางวัลเหรียญเงิน งาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New products” (iENA 2023)ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1355773129710019/