นวัตกรรมแป้งกล้วยน้ำว้าดิบจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อาหารสุขภาพแห่งอนาคต

image

ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับความเครียดและพฤติกรรมการบริโภคที่เร่งรีบ ปัญหาสุขภาพทางเดินอาหารได้กลายเป็นภัยเงียบที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “ไมโครไบโอม” หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นสมองที่สองของมนุษย์ เพราะมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมอย่างลึกซึ้ง การดูแลจุลินทรีย์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยพรีไบโอติก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ใหญ่โดยตรง
.
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะหาแหล่งพรีไบโอติกจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืนได้จากที่ใด คำตอบอยู่ในวัตถุดิบทางการเกษตรที่คุ้นเคยแต่มักถูกมองข้ามอย่างกล้วยน้ำว้าดิบนั่นเอง
.
นักวิจัยได้พัฒนากล้วยน้ำว้าดิบพัฒนาให้กลายเป็น “อาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ” ที่ไม่เพียงรักษาสารอาหารสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพให้ง่ายต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้โดดเด่นเหนือผลิตภัณฑ์ทั่วไปคือข้อพิสูจน์เชิงวิทยาศาสตร์ที่วัดผลได้จริง แป้งกล้วยน้ำว้าดิบมีปริมาณ Resistant Starch หรือสตาร์ชที่ทนต่อการย่อยสูงถึง 60.25 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติกประสิทธิภาพสูงได้ เนื่องจากสตาร์ชชนิดนี้สามารถทนทานต่อการย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แล้วเดินทางต่อไปเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีอัตราการย่อยได้ของสตาร์ชในหลอดทดลองต่ำเพียง 22.48 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งหมายความว่าร่างกายดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าและน้อย ไม่กระตุ้นให้อินซูลินพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ยิ่ง เมื่อ Resistant Starch เดินทางถึงลำไส้ใหญ่ จะกระตุ้นให้จุลินทรีย์ชนิดดีเจริญเติบโตและเกิดกระบวนการหมัก ซึ่งนำไปสู่การสร้างกรดไขมันสายสั้น หรือ Short-Chain Fatty Acids (SCFA) สารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการลดการอักเสบทั้งในลำไส้และกระเพาะอาหาร รวมถึงช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายให้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ
.
นวัตกรรมอาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ จึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ทางเลือก แต่คือการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิทยาศาสตร์การอาหารขั้นสูง เพื่อยกระดับทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นอาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์การป้องกัน ฟื้นฟู และรักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหารได้อย่างแท้จริง
.
นวัตกรรม : อาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ
เลขที่คำขอ : 2301006759
รางวัล : รางวัลเหรียญทองแดง งาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New products” (iENA 2023)
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/871490758756250

ที่เกี่ยวข้อง

  • ปฏิวัติโภชนาการวิถีใหม่ด้วยเส้นใยรำข้าวจากกากรำข้าว

    ย้อนกลับ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอาหารที่ผูกพันกับข้าวได้หยั่งรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ในกระบวนการขัดสีเพื่อให้ได้เมล็ดข้าวขาว ส่วนของรำข้าวซึ่งเป็นแหล่งของใยอาหารและสารอาหารตามธรรมชาติ มักถูกนำไปใช้ในมูลค่าที่ไม่สูงนัก งานวิจัยนี้ จึงมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่ากากรำข้าวโดยพัฒนาเป็นแหล่งไฟเบอร์ธรรมชาติสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยการพัฒนาซุปแกงเลียงผงกึ่งสำเร็จรูปเสริมด้วยใยอาหารจากกากรำข้าวที่ผ่านกระบวนการดูดซับวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และแคลเซียม เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ การเสริมสารอาหารดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณสารอาหารในอาหาร มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาหรือป้องกันโรค ความโดดเด่นของนวัตกรรมอยู่ที่การประยุกต์ใช้ผลพลอยได้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผงกึ่งสำเร็จรูปที่สะดวกต่อการเตรียมและบริโภค โดยยังคงเอกลักษณ์ของรสชาติแกงเลียงซึ่งเป็นอาหารไทยดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์นี้สะท้อนแนวทางการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และศักยภาพเชิงพาณิชย์ สามารถต่อยอดในตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ และสอดคล้องกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า.นวัตกรรม : ไฟเบอร์ธรรมชาติจากกากรำข้าว เสริมวิตามินและแร่ธาตุเลขที่คำขอ : 2303001857, 2303002966รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัล Platinum Award และรางวัลเหรียญทอง งาน “2024 Kaohsiung International Invention and Design EXPO (KIDE)”ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/2024338344850468/

  • นวัตกรรมสิ่งทอนาโนคอมโพสิตโพลิเมอร์หน่วงไฟ เพื่อความปลอดภัยระดับอุตสาหกรรม

    ย้อนกลับ ในโลกอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวัสดุเเละนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่สร้างสรรค์ออกมาจากเเนวคิดเเละการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์มากมายในปัจจุบัน วัสดุบางชนิดมีความเป็นอันตรายจากการลุกไหม้ได้ง่ายเนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เเละการดับไฟที่ติดเเล้วของวัสดุดังกล่าวนี้ทำได้ยากมาก เนื่องจากเป็นวัสดุบางชนิดมีส่วนประกอบที่ซับซ้อนเเละสามารถสนับสนุนให้ไฟที่ลุกติดเเล้วมีความรุนเเรงเเละลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว เช่น มีสมบัติเส้นใย มีองค์ประกอบคาร์บอนสูง มีความพรุนของ ผิววัสดุสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะลุกติดไฟเเละลุกลามก่อให้เกิดอันตรายที่รุนเเรงตามไปด้วย โดยเฉพาะต่อทรัพย์สิน สิ่งเเวดล้อมเเละมนุษย์ ทั้งที่อยู่ในรูปความร้อน เปลวไฟ ประกายไฟ เเรงดันจากการระเบิดของวัสดุที่เผาไหม้ เเละก๊าซพิษต่างๆ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้วัสดุนั้นๆ สำหรับบุคลากรที่ทำงานอยู่บนความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นนักดับเพลิงที่ต้องเผชิญหน้ากับเพลิงไหม้ พ่อครัวที่ทำงานในครัวหรือผู้ที่ทำงานอุตสาหกรรม หรือช่างผู้เชี่ยวชาญหน้าเตาหลอมเเละอื่น ๆ ล้วนมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากเพลิงไหม้ ดังที่กล่าวมาข้างต้น แม้ความปลอดภัยจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอ ซึ่งการเข้าถึงอุปกรณ์ควบคุมเเละป้องกันไฟที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีราคาแพง ส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าสารหน่วงไฟและสิ่งทอชนิดพิเศษจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ในการป้องกันเพลิงไหม้ ซึ่งความเหลื่อมล้ำทางต้นทุนนี้ไม่เพียงเป็นภาระหนักของภาคธุรกิจ แต่ยังสร้างข้อจำกัดในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ข้อจำกัดนี้อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ จากความมุ่งมั่นที่จะลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการนำนวัตกรรมมาผสานเข้ากับเส้นใยผ้า ผลลัพธ์ที่ได้คือนวัตกรรม “นวัตกรรมผ้าทนไฟ สำหรับเหตุฉุกเฉินในอุตสาหกรรม” ซึ่งผลการศึกษามีผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างเกราะป้องกันระดับโมเลกุลด้วยการเคลือบชั้นฟิล์มบางระดับนาโน ลงบนผิวของเส้นใยผ้าโดยตรง ชั้นฟิล์มที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านี้ ทำหน้าที่เป็นฉนวนที่เปลี่ยนผ้าทอธรรมดาให้กลายเป็นชุดป้องกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงนวัตกรรมนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลงานวิจัย แต่คือทางออกที่ยั่งยืนแห่งอนาคต ด้วยจุดเด่นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่1) ชั้นฟิล์มนาโนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทนไฟและหน่วงไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผ้าทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดียิ่งขึ้น2) เมื่อเผชิญเหตุฉุกเฉิน…

  • ปฏิวัติการยืดอายุพืชผลเกษตรด้วยนวัตกรรม “นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน”

    ย้อนกลับ ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตร ความสดใหม่คือมูลค่าที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเผชิญมาตลอดคือการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการเน่าเสียจากจุลินทรีย์ การสุกงอมที่เร็วเกินไป หรือการสูญเสียน้ำหนักที่ทำให้ผลผลิตดูไม่น่ารับประทาน เดิมทีการเคลือบผิวผักผลไม้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่นิยม แต่บ่อยครั้งสารเคลือบเหล่านั้นกลับทิ้งปัญหาไว้ เช่น คราบขาวที่ไม่สวยงาม ความเหนียวเหนอะหนะ หรือความกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค การพัฒนานวัตกรรมนี้ เริ่มจากการนำเทคโนโลยีระดับนาโนมาประยุกต์ใช้ จนเกิดเป็น “นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน” (Nanocellulose Emulsion) นวัตกรรมวัสดุเคลือบผิวชีวภาพที่ได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง แนวคิดหลักคือการสร้างผิวให้กับผักและผลไม้ โดยใช้อนุภาคนาโนเซลลูโลสทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักในการกักเก็บสารสำคัญ จุดเด่นที่เหนือกว่าสารเคลือบทั่วไปอยู่ที่นวัตกรรมการกักเก็บสารออกฤทธิ์ เช่น โพลีโคซานอล (Policosanol) และไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) โดยเฉพาะโพลีโคซานอลที่จะถูกดูดซับอยู่บนพื้นผิวอนุภาคระดับนาโนเมตร ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องผลผลิตจากการสูญเสียน้ำหนักสด ทำให้ผลไม้ยังคงความเต่งตึงและสดใหม่ได้ยาวนานขึ้น นวัตกรรมนี้ไม่ได้เพียงแค่เคลือบแต่ยังทำหน้าที่รักษาด้วยการผนวกไคโตซานเข้าไปในระบบอิมัลชัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านจุลินทรีย์จากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยับยั้งการเกิดโรคในผักผลไม้หลังเก็บเกี่ยวและชะลอการเน่าเสียได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญงานวิจัยนี้ได้แก้ Pain Point เดิมของผู้ใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยคุณสมบัติของฟิล์มที่บางเบาและมีความสม่ำเสมอ จึงลดปัญหาการเหนียวติด หรือการเกิดคราบขาว ที่มักพบบนผิวผักผลไม้จากการใช้สารเคลือบแบบเก่า ทำให้ผลผลิตดูสะอาด สวยงาม และน่ารับประทาน ทั้งในกลุ่มผักสด ผลไม้สด ไปจนถึงผลไม้แปรรูป นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน จึงไม่ใช่เพียงแค่น้ำยาเคลือบผิว แต่คือนวัตกรรมที่ช่วยยืดเวลาแห่งความสดใหม่ ช่วยลดขยะอาหารจากการเน่าเสีย และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ด้วยวัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อดูแลผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืนและแท้จริง.Key…

  • ไอศกรีมเสริมสารสกัดจากกากชีวมวลสาหร่ายสไปรูลิน่า เปลี่ยนไอศกรีมให้เป็นมากกว่าความอร่อย

    ย้อนกลับ ไอศกรีมมักถูกจดจำในฐานะขนมหวานที่มอบความสุข ความอร่อย และความสดชื่นในทุกครั้งที่ลิ้มลอง แต่ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาหารจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบสนองความอร่อยเท่านั้น หากยังสามารถพัฒนาให้มีคุณค่าและสอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืนได้.แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา ไอศกรีมเสริมสารสกัดจากกากชีวมวลสาหร่ายสไปรูลิน่า โดยนำกากชีวมวลที่เหลือจากกระบวนการสกัดสารซี-ไฟโคไซยานินกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง เนื่องจากวัตถุดิบดังกล่าวยังคงมีองค์ประกอบทางโภชนาการและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่น่าสนใจ จึงมีศักยภาพในการต่อยอดเป็นส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือก.นวัตกรรมนี้ใช้เทคโนโลยีการสกัดด้วยคลื่นอัลตราโซนิก เพื่อช่วยปลดปล่อยสารสำคัญจากกากชีวมวล ก่อนนำสารสกัดที่ได้มาเสริมในไอศกรีม ผลการทดสอบพบว่า ไอศกรีมที่พัฒนาขึ้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH โดยมีค่าการยับยั้งเท่ากับร้อยละ 52.47 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสารสกัดจากกากชีวมวลสไปรูลิน่าในการใช้เป็นส่วนผสมเชิงหน้าที่ในผลิตภัณฑ์อาหาร.นอกจากผลการทดสอบด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแล้ว สารสกัดจากกากชีวมวลสไปรูลิน่ายังช่วยสร้างสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สีสังเคราะห์ในสูตรที่พัฒนาขึ้น ทำให้ไอศกรีมสูตรนี้ผสานความอร่อย คุณค่าจากวัตถุดิบชีวภาพ และแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไว้ด้วยกัน.ในมุมของการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมนี้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความอร่อยควบคู่กับวัตถุดิบจากธรรมชาติและแนวคิดความยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นเมนูสร้างสรรค์ในคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือธุรกิจบริการอาหารที่ต้องการนำเสนอเมนูที่แตกต่างและมีเรื่องราวด้านการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชีวภาพ.นวัตกรรมนี้จึงเป็นตัวอย่างของการนำกากชีวมวลจากกระบวนการสกัดสารซี-ไฟโคไซยานินกลับมาเพิ่มมูลค่า และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่เชื่อมโยงระหว่าง ความอร่อย คุณค่าจากวัตถุดิบธรรมชาติ และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้อย่างน่าสนใจ.นวัตกรรม : ไอศกรีมเสริมสารสกัดจากสาหร่ายสไปรูลิน่าเลขที่คำขอ : 2103002824รางวัล :รางวัลเหรียญเงิน และรางวัลเชิดชูเกียรติ งาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New products” (iENA 2023)ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้:…

  • นวัตกรรมถุงมือยางธรรมชาติผสมพอลิเมทิลมาทาคริเลต และนาโนซิลเวอร์

    ย้อนกลับ ในวงการแพทย์และอุตสาหกรรม ถุงมือยางธรรมชาติทำหน้าที่เหมือนผิวหนังชั้นที่สองที่คอยปกป้องมือผู้สวมใส่จากสิ่งสกปรกและสารอันตราย แต่เบื้องหลังการปกป้องนั้นกลับซ่อนปัญหาที่หลายคนมองข้าม การสวมถุงมือยางแนบสนิทกับผิวหนังเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองเนื่องจากการแพ้โปรตีนในน้ำยางธรรมชาติ ซึ่งมีอาการตั้งแต่เป็นผื่นคันจนกระทั่งการแพ้รุนแรงได้ นอกจากนี้พื้นผิวของถุงมือเองก็ยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียที่เกิดการสัมผัสขณะใช้งาน และเป็นขยะติดเชื้อเมื่อใช้งานแล้ว คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เราจะปรับปรุงวัสดุธรรมชาตินี้ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นได้อย่างไร คำตอบมาจากการผสานวิทยาศาสตร์พื้นผิวเข้ากับนาโนเทคโนโลยี โดยนำพอลิเมทิลเมทาคริเลต หรือ PMMA ผสมเข้าไปในแผ่นฟิล์มยางธรรมชาติ ผลที่ได้คือพื้นผิวของถุงมือมีความขรุขระในระดับจุลภาคเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยลดพื้นที่สัมผัสระหว่างผิวหนังกับเนื้อยาง ลดความเสี่ยงของการแพ้โปรตีนน้ำยางในนวัตกรรมถุงมือยางธรรมชาติผสมพอลิเมทิลมาทาคริเลต และนาโนซิลเวอร์ ยิ่งไปกว่านั้น การเสริมอนุภาคนาโนซิลเวอร์เข้าไปในโครงสร้างวัสดุยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอนุภาคเหล่านี้ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรียโดยตรง ผลการทดสอบยืนยันให้เห็นชัดเจน การผสม PMMA เพียงอย่างเดียวเพิ่มค่าความขรุขระพื้นผิวได้ 6.5% แต่เมื่อใช้ร่วมกับนาโนซิลเวอร์ ค่าดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นถึง 16% และนาโนซิลเวอร์ในสัดส่วนเพียง 1% ก็สามารถยับยั้งเชื้อ S. aureus และ E. coli ได้อย่างสมบูรณ์ภายใน 8 ชั่วโมง ถุงมือยางธรรมชาติผสมพอลิเมทิลมาทาคริเลต และนาโนซิลเวอร์ จึงไม่ใช่แค่อุปกรณ์ป้องกันทั่วไป แต่เป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนข้อจำกัดของวัสดุธรรมชาติให้กลายเป็นจุดแข็ง มอบทั้งความปลอดภัย ความสบาย และสุขอนามัยที่เชื่อถือได้ให้กับผู้ใช้งานทุกคน นวัตกรรม : ถุงมือยางธรรมชาติเลขที่อนุสิทธิบัตร : 14741รางวัล : รางวัลเหรียญทองแดง…

  • นวัตกรรมผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียม ผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่

    ย้อนกลับ แคลเซียม เป็นแร่ธาตุหลักที่จำเป็นต่อการสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูกและฟันของมนุษย์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคบางกลุ่มมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งแคลเซียมจากนมวัว เนื่องจากมีปัญหาภาวะการย่อยแลคโตส (Lactose Intolerance) หรือ มีวิถีชีวิตการบริโภคอาหารแบบมังสวิรัติ หรือแม้แต่ข้อจำกัดในการดูดซึมแคลเซียมสังเคราะห์ที่มักมีสารตกค้างและอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นแรงบันดาลใจในการคิดวิเคราะห์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ผักพื้นบ้านอย่างเช่น กวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ไม่ได้เป็นแค่วัตถุดิบในจานผัดน้ำมันหอย แต่ผักทั้ง 3 ชนิดนี้อุดมไปด้วยแคลเซียมธรรมชาติที่ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ทั่วไป ที่เรียกว่า Bioavailability สูง หรือพูดง่ายๆ ว่า “รับประทานแคลเซียมธรรมชาติเข้าไปแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้ได้จริง” เมื่อนำผักทั้ง 3 ชนิดมาผสมผสานกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่อุดมไปด้วยสาร Anthocyanin ให้สารสีม่วง ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ได้สูตรขนมขบเคี้ยวที่เสริมสร้างและป้องกันทั้งกระดูก ฟัน และเซลล์ในร่างกาย จากแนวคิดและแรงบันดาลใจนี้ ได้ถูกต่อยอดผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การอาหาร จนได้ “ผลิตภัณฑ์ผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียมผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่” นวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ในรูปแบบของแผ่นวาฟเฟิลที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง โดยผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นทางนวัตกรรมที่แตกต่างจากขนมขบเคี้ยวแบบเดิมๆ ดังนี้1. เป็นแหล่งรวมแคลเซียมธรรมชาติที่ได้จากผักกวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัย ทำให้แคลเซียมยังคงสภาพความสามารถในการละลายและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้เสริมสร้างกระดูกและฟันได้อย่างแท้จริง2. วาฟเฟิลแบบดั้งเดิมมีส่วนส่วนแป้งสาลี ซึ่งผู้บริโภคบางท่านแพ้กลูเตน แต่ด้วยสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ไม่มีแป้งสาลีเป็นส่วนผสม…