นวัตกรรมสิ่งทอนาโนคอมโพสิตโพลิเมอร์หน่วงไฟ เพื่อความปลอดภัยระดับอุตสาหกรรม

image

ในโลกอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวัสดุเเละนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่สร้างสรรค์ออกมาจากเเนวคิดเเละการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์มากมายในปัจจุบัน วัสดุบางชนิดมีความเป็นอันตรายจากการลุกไหม้ได้ง่ายเนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เเละการดับไฟที่ติดเเล้วของวัสดุดังกล่าวนี้ทำได้ยากมาก เนื่องจากเป็นวัสดุบางชนิดมีส่วนประกอบที่ซับซ้อนเเละสามารถสนับสนุนให้ไฟที่ลุกติดเเล้วมีความรุนเเรงเเละลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว เช่น มีสมบัติเส้นใย มีองค์ประกอบคาร์บอนสูง มีความพรุนของ ผิววัสดุสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะลุกติดไฟเเละลุกลามก่อให้เกิดอันตรายที่รุนเเรงตามไปด้วย โดยเฉพาะต่อทรัพย์สิน สิ่งเเวดล้อมเเละมนุษย์ ทั้งที่อยู่ในรูปความร้อน เปลวไฟ ประกายไฟ เเรงดันจากการระเบิดของวัสดุที่เผาไหม้ เเละก๊าซพิษต่างๆ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้วัสดุนั้นๆ สำหรับบุคลากรที่ทำงานอยู่บนความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นนักดับเพลิงที่ต้องเผชิญหน้ากับเพลิงไหม้ พ่อครัวที่ทำงานในครัวหรือผู้ที่ทำงานอุตสาหกรรม หรือช่างผู้เชี่ยวชาญหน้าเตาหลอมเเละอื่น ๆ ล้วนมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากเพลิงไหม้ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

แม้ความปลอดภัยจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอ ซึ่งการเข้าถึงอุปกรณ์ควบคุมเเละป้องกันไฟที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีราคาแพง ส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าสารหน่วงไฟและสิ่งทอชนิดพิเศษจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ในการป้องกันเพลิงไหม้ ซึ่งความเหลื่อมล้ำทางต้นทุนนี้ไม่เพียงเป็นภาระหนักของภาคธุรกิจ แต่ยังสร้างข้อจำกัดในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ข้อจำกัดนี้อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้

จากความมุ่งมั่นที่จะลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการนำนวัตกรรมมาผสานเข้ากับเส้นใยผ้า ผลลัพธ์ที่ได้คือนวัตกรรม “นวัตกรรมผ้าทนไฟ สำหรับเหตุฉุกเฉินในอุตสาหกรรม” ซึ่งผลการศึกษามีผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างเกราะป้องกันระดับโมเลกุลด้วยการเคลือบชั้นฟิล์มบางระดับนาโน ลงบนผิวของเส้นใยผ้าโดยตรง ชั้นฟิล์มที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านี้ ทำหน้าที่เป็นฉนวนที่เปลี่ยนผ้าทอธรรมดาให้กลายเป็นชุดป้องกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง
นวัตกรรมนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลงานวิจัย แต่คือทางออกที่ยั่งยืนแห่งอนาคต ด้วยจุดเด่นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1) ชั้นฟิล์มนาโนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทนไฟและหน่วงไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผ้าทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดียิ่งขึ้น
2) เมื่อเผชิญเหตุฉุกเฉิน คุณสมบัติการหน่วงไฟจะช่วยชะลอการลุกลาม ลดความเสียหายที่ร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
3) เทคโนโลยีนี้สามารถผลิตและพัฒนาขึ้นได้เอง ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าราคาสูง ทำให้ทุกภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงได้ในต้นทุนที่สมเหตุสมผล

ด้วยความยืดหยุ่นของเทคโนโลยีการเคลือบผิว นวัตกรรมชิ้นนี้จึงสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่การตัดเย็บชุดนักดับเพลิงที่ทนทานสูงสุด ชุดเครื่องแบบเชฟ ชุดป้องกันหน้าเตาหลอม ไปจนถึงการผลิตผ้าห่มกันไฟสำหรับติดตั้งในอาคารและโรงงาน นวัตกรรมผ้าทนไฟ สำหรับเหตุฉุกเฉินในอุตสาหกรรม คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่โตเสมอไป เพราะเพียงแค่ชั้นฟิล์มบาง ๆ ระดับนาโน ก็สามารถสร้างเกราะป้องกันที่ยิ่งใหญ่ เพื่อปกป้องทุกชีวิตและทรัพย์สินให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามของเปลวไฟได้อย่างยั่งยืน

นวัตกรรม : นวัตกรรมผ้าทนไฟ สำหรับเหตุฉุกเฉินในอุตสาหกรรม
เลขที่คำขอ : 1801004689
รางวัลระดับนานาชาติ :
1) รางวัลเหรียญทอง และ NRCT Special Award งาน “2025 Kaohsiung International Invention and Design EXPO (KIDE)”
2) รางวัลเหรียญทองแดง งาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2018)
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1593817005050049/

ที่เกี่ยวข้อง

  • |

    พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม นวัตกรรมอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

    ย้อนกลับ พาสตาคืออาหารที่คนทั่วโลกรู้จัก แต่ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น อาหารจานโปรดนี้ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของคำถามที่เรียบง่าย คือ จะทำอย่างไรให้กินพาสตาอร่อยได้ทุกวัน โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพ? จุดเริ่มต้นของคำตอบอยู่ที่ผืนแผ่นดินไทย ทั้งข้าวกล้องที่เปี่ยมด้วยเส้นใยอาหาร และผักใบเขียวพื้นถิ่นที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุ ล้วนเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า ปัญหาคือกระบวนการแปรรูปอาหารทั่วไปมักทำลายคุณค่าเหล่านั้นไปก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายอีกสองด้านที่ไม่อาจมองข้าม ด้านแรกคือปัญหาการแพ้กลูเตน ซึ่งพบมากขึ้นในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ เพราะพาสตาทั่วไปทำจากแป้งสาลีซึ่งมีกลูเตนเป็นส่วนประกอบหลัก ด้านที่สองคือเรื่องการเก็บรักษา ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่อยู่ได้นานโดยไม่พึ่งพาสารกันเสีย เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้พร้อมกัน นักวิจัยจึงพัฒนา “พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม” ขึ้นมา จุดสำคัญของนวัตกรรมนี้คือกรรมวิธีการแปรรูปผักใบเขียวที่คิดค้นขึ้นเป็นการเฉพาะ ให้สามารถกักเก็บวิตามิน แร่ธาตุ และแคลเซียมไว้ในโครงสร้างของเส้นได้อย่างครบถ้วน ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นพาสตาที่มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม และโภชนาการที่โดดเด่นใน 3 ด้านหลัก คือ 1) ปริมาณแคลเซียมที่สูงกว่าพาสตาแป้งสาลีทั่วไปถึง 4 เท่า และสูงกว่าพาสตาข้าวกล้องธรรมดาถึง 3 เท่า เปลี่ยนอาหารธรรมดาให้เป็นอาหารที่เสริมสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง 2) การเป็น Gluten-Free 100% โดยธรรมชาติ เพราะใช้ข้าวกล้องเป็นฐาน ไม่ใช้แป้งสาลีเลย จึงปลอดภัยสำหรับทุกคนที่มีความไวต่อกลูเตน และ 3) สามารถเก็บรักษาได้นานถึง 6…

  • |

    ปลดล็อกคุณค่าแห่งไลโคปีน สู่นวัตกรรมเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวมเสริมไลโคปีนเบต้ากลูแคน

    ย้อนกลับ ไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่โดดเด่นเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายมิติ ทั้งช่วยลดการอักเสบและมีส่วนช่วยต้านมะเร็ง แต่ถึงแม้จะมีประโยชน์มากมาย การนำไลโคปีนมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกลับมีความท้าทายสูง เนื่องจากไลโคปีนมีข้อจำกัดทางธรรมชาติคือ เสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อเจอแสงแดดและออกซิเจน อีกทั้งยังไม่ละลายน้ำ ทำให้มักจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารไปมากในระหว่างขั้นตอนการผลิตและการเก็บรักษา . ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ โดยนำไลโคปีนที่สกัดได้จากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าว มาผ่านเทคโนโลยีการสร้างสารประกอบเชิงซ้อน (Complexation) ร่วมกับเบต้า-กลูแคน ซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ธรรมชาติ เทคโนโลยีนี้ช่วยปรับโครงสร้างให้ไลโคปีนสามารถกระจายตัวและละลายในน้ำได้ดีขึ้นอย่างมาก และมีความคงตัวที่ยาวนาน โดยโครงสร้างของเบต้า-กลูแคน จะช่วยปกป้องไลโคปีนจากสภาพแวดล้อม ทำให้สารอาหารมีความคงตัว ไม่เสื่อมสภาพง่าย และยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง สูตรนี้ยังเลือกใช้อิริทริทอล (Erythritol) เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอีกด้วย . นวัตกรรมดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเชิงหน้าที่ (Functional food ingredient) โดยทำหน้าที่พาคุณประโยชน์ของทั้งไลโคปีนและเบต้า-กลูแคนเข้าสู่ร่างกาย ผลิตภัณฑ์นี้มุ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องการรับประโยชน์จากไลโคปีนแต่ไม่ชื่นชอบกลิ่นหรือรสชาติของมะเขือเทศ . ในด้านการนำไปประยุกต์ใช้จริง สารประกอบเชิงซ้อนนี้สามารถนำไปผสมผสานในกระบวนการผลิตน้ำผลไม้รวม โดยผ่านขั้นตอนการทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน (Homogenization) และการพาสเจอไรซ์ (Pasteurization) จนออกมาเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งสามารถคงคุณค่าของสารออกฤทธิ์ไว้ได้อย่างครบถ้วนตลอดอายุการวางจำหน่าย นับเป็นความสำเร็จในการเปลี่ยนข้อจำกัดทางกายภาพให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ทั้งดื่มง่าย อร่อย และอัดแน่นไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างแท้จริง . นวัตกรรม :…

  • |

    นวัตกรรมแป้งกล้วยน้ำว้าดิบจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อาหารสุขภาพแห่งอนาคต

    ย้อนกลับ ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับความเครียดและพฤติกรรมการบริโภคที่เร่งรีบ ปัญหาสุขภาพทางเดินอาหารได้กลายเป็นภัยเงียบที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “ไมโครไบโอม” หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นสมองที่สองของมนุษย์ เพราะมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมอย่างลึกซึ้ง การดูแลจุลินทรีย์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยพรีไบโอติก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ใหญ่โดยตรง.คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะหาแหล่งพรีไบโอติกจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืนได้จากที่ใด คำตอบอยู่ในวัตถุดิบทางการเกษตรที่คุ้นเคยแต่มักถูกมองข้ามอย่างกล้วยน้ำว้าดิบนั่นเอง.นักวิจัยได้พัฒนากล้วยน้ำว้าดิบพัฒนาให้กลายเป็น “อาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ” ที่ไม่เพียงรักษาสารอาหารสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพให้ง่ายต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้โดดเด่นเหนือผลิตภัณฑ์ทั่วไปคือข้อพิสูจน์เชิงวิทยาศาสตร์ที่วัดผลได้จริง แป้งกล้วยน้ำว้าดิบมีปริมาณ Resistant Starch หรือสตาร์ชที่ทนต่อการย่อยสูงถึง 60.25 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติกประสิทธิภาพสูงได้ เนื่องจากสตาร์ชชนิดนี้สามารถทนทานต่อการย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แล้วเดินทางต่อไปเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีอัตราการย่อยได้ของสตาร์ชในหลอดทดลองต่ำเพียง 22.48 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งหมายความว่าร่างกายดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าและน้อย ไม่กระตุ้นให้อินซูลินพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ยิ่ง เมื่อ Resistant Starch เดินทางถึงลำไส้ใหญ่ จะกระตุ้นให้จุลินทรีย์ชนิดดีเจริญเติบโตและเกิดกระบวนการหมัก ซึ่งนำไปสู่การสร้างกรดไขมันสายสั้น หรือ Short-Chain Fatty Acids (SCFA) สารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการลดการอักเสบทั้งในลำไส้และกระเพาะอาหาร รวมถึงช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายให้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ.นวัตกรรมอาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ จึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ทางเลือก แต่คือการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิทยาศาสตร์การอาหารขั้นสูง เพื่อยกระดับทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นอาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์การป้องกัน…

  • |

    นวัตกรรมก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

    ย้อนกลับ รู้หรือไม่?ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตส้มโอรายใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการแปรรูป แต่มักมีเปลือกส้มโอหลงเหลือทิ้งไว้เป็นจำนวนมหาศาล สิ่งที่ดูเหมือนเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ กลับมีคุณค่าทางโภชนาการชั้นเยี่ยมที่รอให้เราค้นพบ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กคือวัฒนธรรมอาหารที่คนไทยคุ้นเคยมาตลอด แต่มีจุดอ่อนที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือคาร์โบไฮเดรตสูงและใยอาหารต่ำ ทำให้คนรักสุขภาพหลายคนต้องบอกลาเมนูโปรดนี้ไป โจทย์จึงตกมาที่นักวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้อาหารธรรมดาในชีวิตประจำวันกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ โดยไม่ต้องสูญเสียรสชาติที่คุ้นเคย คำตอบอยู่ที่ “เปลือกส้มโอ” ของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมแปรรูปที่ไม่มีใครสนใจ ทีมวิจัยนำสิ่งเหล่านี้มาสกัดเป็นใยอาหารบริสุทธิ์คุณภาพสูง แล้วผสานเข้าไปในเนื้อเส้นก๋วยเตี๋ยว ผลลัพธ์คือ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ ที่เปลี่ยนทุกคำที่กินให้ดูแลสุขภาพลำไส้ไปพร้อมกัน นวัตกรรมนี้ไม่ได้แค่ยกระดับเมนูโปรดของคนไทย แต่ยังเปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้มีคุณค่า แก้ปัญหาขยะและสุขภาพได้ในคราวเดียว นวัตกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งมอบคุณค่าที่จับต้องได้ใน 2 มิติ ได้แก่ 1) การเสริมใยอาหารจากส้มโอช่วยเพิ่มใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้สูงถึงร้อยละ 9.44 ซึ่งช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และเพิ่มประสิทธิภาพระบบขับถ่าย ทำให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นได้ในเมนูอาหารที่คุ้นเคย 2) ด้วยแนวคิด Zero Waste การนำกากส้มโอมาใช้ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง เกื้อหนุนเกษตรกรรายย่อย และลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ด้วยคุณสมบัติของใยอาหารจากส้มโอ ทั้งการอุ้มน้ำ การสร้างเนื้อสัมผัส และต้นทุนที่เข้าถึงได้ จึงสามารถนำไปต่อยอดนวัตกรรมนี้สู่อุตสาหกรรมอาหารในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มไฟเบอร์ กักเก็บความชุ่มชื้น และลดความแห้งกระด้างของเนื้อขนมปังหรือคุกกี้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ทำหน้าที่เป็นสารปรับปรุงโครงสร้างเพื่อสร้างความฉ่ำน้ำและเนื้อสัมผัสที่สมจริงยิ่งขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Plant-based หรือเพื่อแก้ไขปัญหาระบบขับถ่ายในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ จึงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่…

  • |

    ขนมขบเคี้ยวพอดีคำ เมื่อโภชนาการและพัฒนาการเดินไปด้วยกัน

    ย้อนกลับ ท่านเคยสังเกตไหมว่า เวลาเด็กๆ กินขนม สิ่งที่ผู้ปกครองกังวลมักเป็น 2 เรื่อง คือ “ประโยชน์” และ “ความปลอดภัย” แต่จะดีกว่าไหม…ถ้าของว่างที่เด็กชอบมีทั้งคุณค่าทางโภชนาการและช่วยส่งเสริมพัฒนาการไปพร้อมกัน จากคำถามง่ายๆ สู่นวัตกรรม “ถ้าช่วงเวลากินขนม ไม่ใช่แค่มื้อเล็กๆระหว่างวัน แต่เป็นโอกาสของการเรียนรู้ด้วย จะดีแค่ไหน?” คำถามนี้นำไปสู่การพัฒนา “ขนมขบเคี้ยวพอดีคำ” ที่ออกแบบโดยผสมผสานหลักเทคโนโลยีการแปรรูป โภชนาการ และจิตวิทยาพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นนวัตกรรมที่คำนึงถึงทั้ง2 มิติ คือ “คุณภาพ” และ “ประสบการณ์”มิติที่ 1: คุณภาพ: โภชนาการที่เหมาะสมกับวัยเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการแปรรูปที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย มีคุณค่าทางโภชนาการที่สอดคล้องกับความต้องการของร่างกายในช่วงวัยนี้ เก็บรักษาได้นานโดยไม่ต้องใช้สารกันเสีย ช่วยให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าขนมที่ลูกรับประทานมีคุณภาพมิติที่ 2: การส่งเสริมพัฒนาการผ่านประสบการณ์ขนาดพอดีคำไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กต้องใช้นิ้วหยิบจับด้วยตัวเอง ทุกครั้งที่หยิบขนมเข้าปาก คือการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและการประสานงานระหว่างตากับมือ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทักษะการช่วยเหลือตัวเองในอนาคต พร้อมสร้างความมั่นใจ และฝึกทักษะการรับประทานอาหารแบบไม่รู้ตัวHighlight1) วัตถุดิบคุณภาพ2) คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย3) เนื้อสัมผัสที่ได้จากเทคโนโลยีการแปรรูปที่เหมาะกับช่วงวัย4) ขนาดพอดีคำช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก5) เก็บรักษาได้นาน ปราศจากวัตถุกันเสีย เมื่อทุกคำที่เคี้ยว มีทั้งคุณค่าและความหมาย นวัตกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ “ช่วงเวลาว่าง” ของเด็กมีประโยชน์มากขึ้น…

  • |

    นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ (Bio-based Hydrogel Fire Extinguishing Powder)

    ย้อนกลับ อัคคีภัยเป็นภัยคุกคามที่สามารถสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน ในปัจจุบันการรับมือกับเหตุเพลิงไหม้มักพึ่งพาสารดับเพลิงแบบผงเคมีแห้งทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งแม้จะสามารถระงับเปลวไฟได้ในเบื้องต้น แต่เนื่องจากสารเคมีแบบเดิมไม่สามารถสกัดกั้นไอระเหยของเชื้อเพลิงได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดความร้อนที่ค่อนข้างต่ำ และยังคงมีความเสี่ยงสูงที่ไฟจะปะทุซ้ำขึ้นมาอีก.จากข้อจำกัดของสารดับเพลิงที่มีอยู่ในท้องตลาด ประกอบกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวัชพืชทางน้ำที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทีมผู้วิจัยจึงเกิดแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยความมุ่งมั่นที่จะทลายข้อจำกัดของผงเคมีแห้งแบบเดิม จึงนำไปสู่การค้นคว้าวัสดุทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่า จึงเกิดออกมาเป็น “ผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ” นวัตกรรมนี้เกิดจากการสกัดเซลลูโลสจากผักตบชวา เพื่อนำมาพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนภาพจำของสารเคมีดับเพลิงแบบเดิมสู่เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ก้าวหน้าและรักษ์โลก.นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุม โดยสามารถใช้ในการดับเพลิงประเภทไม้และกระดาษ (Class A) น้ำมัน (Class B) เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ (Class C) และน้ำมันประกอบอาหาร (Class K) โดยเมื่อทำปฏิกิริยากับความร้อนแล้วไม่ก่อให้เกิดก๊าซพิษ จึงปลอดภัยสูงสุดต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จุดเด่นที่โดดเด่นกว่าสารดับเพลิงเชิงพาณิชย์ทั่วไป ได้แก่ การนำเซลลูโลสจากผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชเหลือใช้มาอัปไซเคิลเป็นสารดับเพลิงชนิดใหม่ ประสิทธิภาพการดับเพลิงที่เร็วกว่าและลดอุณหภูมิผิวเชื้อเพลิงได้ดีกว่า MAP extinguishers ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกลไกการทำงานที่ชาญฉลาด กล่าวคือ เมื่อสัมผัสความร้อน สารจะเปลี่ยนสถานะเป็นฟิล์มไฮโดรเจลหนืดเคลือบผิวเชื้อเพลิง ตัดออกซิเจน และสกัดกั้นไอระเหยที่ติดไฟ ทำให้เปลวไฟดับเร็วและป้องกันการปะทุซ้ำของเชื้อเพลิงและไอระเหยที่ติดไฟได้.นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพนี้ พร้อมแล้วที่จะขยายผลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์จริงสำหรับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานดับเพลิง และประชาชนทั่วไป นับเป็นก้าวกระโดดของเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ปกป้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโลกของเราไปพร้อมกัน.นวัตกรรม…