นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ (Bio-based Hydrogel Fire Extinguishing Powder)

image

อัคคีภัยเป็นภัยคุกคามที่สามารถสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน ในปัจจุบันการรับมือกับเหตุเพลิงไหม้มักพึ่งพาสารดับเพลิงแบบผงเคมีแห้งทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งแม้จะสามารถระงับเปลวไฟได้ในเบื้องต้น แต่เนื่องจากสารเคมีแบบเดิมไม่สามารถสกัดกั้นไอระเหยของเชื้อเพลิงได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดความร้อนที่ค่อนข้างต่ำ และยังคงมีความเสี่ยงสูงที่ไฟจะปะทุซ้ำขึ้นมาอีก
.
จากข้อจำกัดของสารดับเพลิงที่มีอยู่ในท้องตลาด ประกอบกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวัชพืชทางน้ำที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทีมผู้วิจัยจึงเกิดแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยความมุ่งมั่นที่จะทลายข้อจำกัดของผงเคมีแห้งแบบเดิม จึงนำไปสู่การค้นคว้าวัสดุทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่า จึงเกิดออกมาเป็น “ผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ” นวัตกรรมนี้เกิดจากการสกัดเซลลูโลสจากผักตบชวา เพื่อนำมาพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนภาพจำของสารเคมีดับเพลิงแบบเดิมสู่เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ก้าวหน้าและรักษ์โลก
.
นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุม โดยสามารถใช้ในการดับเพลิงประเภทไม้และกระดาษ (Class A) น้ำมัน (Class B) เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ (Class C) และน้ำมันประกอบอาหาร (Class K) โดยเมื่อทำปฏิกิริยากับความร้อนแล้วไม่ก่อให้เกิดก๊าซพิษ จึงปลอดภัยสูงสุดต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จุดเด่นที่โดดเด่นกว่าสารดับเพลิงเชิงพาณิชย์ทั่วไป ได้แก่ การนำเซลลูโลสจากผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชเหลือใช้มาอัปไซเคิลเป็นสารดับเพลิงชนิดใหม่ ประสิทธิภาพการดับเพลิงที่เร็วกว่าและลดอุณหภูมิผิวเชื้อเพลิงได้ดีกว่า MAP extinguishers ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกลไกการทำงานที่ชาญฉลาด กล่าวคือ เมื่อสัมผัสความร้อน สารจะเปลี่ยนสถานะเป็นฟิล์มไฮโดรเจลหนืดเคลือบผิวเชื้อเพลิง ตัดออกซิเจน และสกัดกั้นไอระเหยที่ติดไฟ ทำให้เปลวไฟดับเร็วและป้องกันการปะทุซ้ำของเชื้อเพลิงและไอระเหยที่ติดไฟได้
.
นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพนี้ พร้อมแล้วที่จะขยายผลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์จริงสำหรับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานดับเพลิง และประชาชนทั่วไป นับเป็นก้าวกระโดดของเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ปกป้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโลกของเราไปพร้อมกัน
.
นวัตกรรม : ผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ
เลขที่คำขอ : 2203003135
รางวัล : 1) รางวัลเหรียญทองเและรางวัลเชิดชูเกียรติงาน “The 48th International Exhibition of Inventions Geneva”
2) รางวัลเหรียญทอง และ NRCT Special Award งาน “2025 Kaohsiung International Invention and Design EXPO (KIDE)”
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1524544249184777

ที่เกี่ยวข้อง

  • นวัตกรรมแป้งกล้วยน้ำว้าดิบจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อาหารสุขภาพแห่งอนาคต

    ย้อนกลับ ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับความเครียดและพฤติกรรมการบริโภคที่เร่งรีบ ปัญหาสุขภาพทางเดินอาหารได้กลายเป็นภัยเงียบที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “ไมโครไบโอม” หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นสมองที่สองของมนุษย์ เพราะมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมอย่างลึกซึ้ง การดูแลจุลินทรีย์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยพรีไบโอติก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ใหญ่โดยตรง.คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะหาแหล่งพรีไบโอติกจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืนได้จากที่ใด คำตอบอยู่ในวัตถุดิบทางการเกษตรที่คุ้นเคยแต่มักถูกมองข้ามอย่างกล้วยน้ำว้าดิบนั่นเอง.นักวิจัยได้พัฒนากล้วยน้ำว้าดิบพัฒนาให้กลายเป็น “อาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ” ที่ไม่เพียงรักษาสารอาหารสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพให้ง่ายต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้โดดเด่นเหนือผลิตภัณฑ์ทั่วไปคือข้อพิสูจน์เชิงวิทยาศาสตร์ที่วัดผลได้จริง แป้งกล้วยน้ำว้าดิบมีปริมาณ Resistant Starch หรือสตาร์ชที่ทนต่อการย่อยสูงถึง 60.25 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติกประสิทธิภาพสูงได้ เนื่องจากสตาร์ชชนิดนี้สามารถทนทานต่อการย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แล้วเดินทางต่อไปเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีอัตราการย่อยได้ของสตาร์ชในหลอดทดลองต่ำเพียง 22.48 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งหมายความว่าร่างกายดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าและน้อย ไม่กระตุ้นให้อินซูลินพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ยิ่ง เมื่อ Resistant Starch เดินทางถึงลำไส้ใหญ่ จะกระตุ้นให้จุลินทรีย์ชนิดดีเจริญเติบโตและเกิดกระบวนการหมัก ซึ่งนำไปสู่การสร้างกรดไขมันสายสั้น หรือ Short-Chain Fatty Acids (SCFA) สารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการลดการอักเสบทั้งในลำไส้และกระเพาะอาหาร รวมถึงช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายให้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ.นวัตกรรมอาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ จึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ทางเลือก แต่คือการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิทยาศาสตร์การอาหารขั้นสูง เพื่อยกระดับทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นอาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์การป้องกัน…

  • มิติใหม่ของการสมานแผลด้วยแผ่นสมานแผลจากสารสกัดว่านหางจระเข้และขมิ้นชัน

    ย้อนกลับ ผิวหนังคือเกราะป้องกันด่านแรกของร่างกาย แต่เมื่อเกิดบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นรอยถลอกหรือสิวอักเสบ กระบวนการฟื้นฟูมักใช้เวลานาน อาจทิ้งรอยแผลเป็น หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และกลมกลืนกับเซลล์ผิวได้จริง ๆ ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบอยู่ใน ว่านหางจระเข้ ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ และ ขมิ้นชัน ที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบและยับยั้งแบคทีเรีย แต่การทายาแบบเดิมมีข้อจำกัดชัดเจน คือหลุดลอกง่ายและซึมซาบได้ไม่ลึกพอ นักวิจัยจึงก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นด้วยการนำสารสกัดจากสมุนไพรทั้งสองชนิดมาผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูง จนเกิดเป็น แผ่นสมานแผลจากสารสกัดว่านหางจระเข้และขมิ้นชัน ที่มีขนาดเส้นใยเพียง 0.8–6.7 ไมโครเมตร ขนาดดังกล่าวใกล้เคียงกับโครงสร้างตามธรรมชาติของผิวหนัง (Extracellular Matrix) ทำให้เซลล์ผิวสมานตัวได้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีพอลิเมอร์ผสม ยังช่วยให้แผ่นแปะกักเก็บสารสกัดสมุนไพรได้มากกว่า 10% และพร้อมปล่อยสารออกฤทธิ์ทันทีที่สัมผัสกับบาดแผล ผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ประสิทธิภาพในสามด้านหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยต่อเซลล์ โดยเซลล์ผิวหนัง (Fibroblast) มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 90% และไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง การยับยั้งเชื้อ Cutibacterium acnes ซึ่งเป็นตัวการหลักของสิวและการอักเสบ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ทัดเทียมกับวิตามินซีบริสุทธิ์ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในวงการแพทย์ผิวหนัง นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วไป หากแต่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าภูมิปัญญาจากธรรมชาติและเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นวัตกรรม :…

  • นวัตกรรมผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียม ผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่

    ย้อนกลับ แคลเซียม เป็นแร่ธาตุหลักที่จำเป็นต่อการสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูกและฟันของมนุษย์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคบางกลุ่มมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งแคลเซียมจากนมวัว เนื่องจากมีปัญหาภาวะการย่อยแลคโตส (Lactose Intolerance) หรือ มีวิถีชีวิตการบริโภคอาหารแบบมังสวิรัติ หรือแม้แต่ข้อจำกัดในการดูดซึมแคลเซียมสังเคราะห์ที่มักมีสารตกค้างและอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นแรงบันดาลใจในการคิดวิเคราะห์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ผักพื้นบ้านอย่างเช่น กวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ไม่ได้เป็นแค่วัตถุดิบในจานผัดน้ำมันหอย แต่ผักทั้ง 3 ชนิดนี้อุดมไปด้วยแคลเซียมธรรมชาติที่ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ทั่วไป ที่เรียกว่า Bioavailability สูง หรือพูดง่ายๆ ว่า “รับประทานแคลเซียมธรรมชาติเข้าไปแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้ได้จริง” เมื่อนำผักทั้ง 3 ชนิดมาผสมผสานกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่อุดมไปด้วยสาร Anthocyanin ให้สารสีม่วง ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ได้สูตรขนมขบเคี้ยวที่เสริมสร้างและป้องกันทั้งกระดูก ฟัน และเซลล์ในร่างกาย จากแนวคิดและแรงบันดาลใจนี้ ได้ถูกต่อยอดผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การอาหาร จนได้ “ผลิตภัณฑ์ผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียมผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่” นวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ในรูปแบบของแผ่นวาฟเฟิลที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง โดยผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นทางนวัตกรรมที่แตกต่างจากขนมขบเคี้ยวแบบเดิมๆ ดังนี้1. เป็นแหล่งรวมแคลเซียมธรรมชาติที่ได้จากผักกวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัย ทำให้แคลเซียมยังคงสภาพความสามารถในการละลายและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้เสริมสร้างกระดูกและฟันได้อย่างแท้จริง2. วาฟเฟิลแบบดั้งเดิมมีส่วนส่วนแป้งสาลี ซึ่งผู้บริโภคบางท่านแพ้กลูเตน แต่ด้วยสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ไม่มีแป้งสาลีเป็นส่วนผสม…

  • ยกระดับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ด้วยนวัตกรรมแป้งต้านอนุมูลอิสระ

    ย้อนกลับ ในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน ความท้าทายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการหาจุดสมดุลระหว่าง “สุนทรียภาพแห่งรสชาติ” และ “คุณประโยชน์ทางโภชนาการ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้รักสุขภาพ ทีมวิจัยของเราได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าว ด้วยการนำ “ไลโคปีน” (Lycopene) สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังจากธรรมชาติ มาเป็นกุญแจสำคัญ อย่างไรก็ตาม การนำไลโคปีนมาใช้ในกระบวนการแปรรูปอาหารนั้นมีความซับซ้อนสูง ทั้งปัญหาการละลายน้ำที่ทำได้ยาก และความไม่คงตัวของสารอาหารเมื่อโดนความร้อน เพื่อแก้ไข Pain Point ดังกล่าว งานวิจัยชิ้นนี้จึงเลือกใช้นวัตกรรม “สารประกอบเชิงซ้อนอนุภาคกักเก็บสารอาหารในระดับโมเลกุล” (Molecular Inclusion Complex) เข้ามาประยุกต์ใช้กระบวนการนี้เปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันทางโครงสร้างในระดับจุลภาค เพื่อกักเก็บโมเลกุลของไลโคปีนเอาไว้ ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ ทำให้ไลโคปีนที่เคยละลายน้ำยาก กลับมามีคุณสมบัติในการละลายน้ำที่ดีเยี่ยมและมีความคงตัวสูง แม้ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปหรือเก็บรักษาเป็นเวลานาน✨ Key Highlights & Innovations:1. ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าแป้งที่เติมไลโคปีนจากผักและผลไม้ในรูปแบบทั่วไปถึง 3 เท่า2. การปรับโครงสร้างโมเลกุลช่วยให้สารมีชีวปริมาณออกฤทธิ์สูง ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น3. สารออกฤทธิ์ชีวภาพมีความคงตัวสูงต่อสภาพแวดล้อม ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาโดยที่คุณค่าทางสารอาหารไม่สูญสลาย นวัตกรรมนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จในห้องปฏิบัติการ แต่คือการเปิดประตูบานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเบเกอรี่และอาหารเพื่อสุขภาพ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนเบเกอรี่ให้เป็นมากกว่าแค่ความอร่อย แต่คือแหล่งของสารอาหารที่ช่วยดูแลร่างกายได้อย่างยั่งยืน ชื่อนวัตกรรม : แป้งต้านอนุมูลอิสระเลขอนุสิทธิบัตร: 17577รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญเงิน…

  • ปฏิวัติการยืดอายุพืชผลเกษตรด้วยนวัตกรรม “นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน”

    ย้อนกลับ ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตร ความสดใหม่คือมูลค่าที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเผชิญมาตลอดคือการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการเน่าเสียจากจุลินทรีย์ การสุกงอมที่เร็วเกินไป หรือการสูญเสียน้ำหนักที่ทำให้ผลผลิตดูไม่น่ารับประทาน เดิมทีการเคลือบผิวผักผลไม้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่นิยม แต่บ่อยครั้งสารเคลือบเหล่านั้นกลับทิ้งปัญหาไว้ เช่น คราบขาวที่ไม่สวยงาม ความเหนียวเหนอะหนะ หรือความกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค การพัฒนานวัตกรรมนี้ เริ่มจากการนำเทคโนโลยีระดับนาโนมาประยุกต์ใช้ จนเกิดเป็น “นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน” (Nanocellulose Emulsion) นวัตกรรมวัสดุเคลือบผิวชีวภาพที่ได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง แนวคิดหลักคือการสร้างผิวให้กับผักและผลไม้ โดยใช้อนุภาคนาโนเซลลูโลสทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักในการกักเก็บสารสำคัญ จุดเด่นที่เหนือกว่าสารเคลือบทั่วไปอยู่ที่นวัตกรรมการกักเก็บสารออกฤทธิ์ เช่น โพลีโคซานอล (Policosanol) และไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) โดยเฉพาะโพลีโคซานอลที่จะถูกดูดซับอยู่บนพื้นผิวอนุภาคระดับนาโนเมตร ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องผลผลิตจากการสูญเสียน้ำหนักสด ทำให้ผลไม้ยังคงความเต่งตึงและสดใหม่ได้ยาวนานขึ้น นวัตกรรมนี้ไม่ได้เพียงแค่เคลือบแต่ยังทำหน้าที่รักษาด้วยการผนวกไคโตซานเข้าไปในระบบอิมัลชัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านจุลินทรีย์จากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยับยั้งการเกิดโรคในผักผลไม้หลังเก็บเกี่ยวและชะลอการเน่าเสียได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญงานวิจัยนี้ได้แก้ Pain Point เดิมของผู้ใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยคุณสมบัติของฟิล์มที่บางเบาและมีความสม่ำเสมอ จึงลดปัญหาการเหนียวติด หรือการเกิดคราบขาว ที่มักพบบนผิวผักผลไม้จากการใช้สารเคลือบแบบเก่า ทำให้ผลผลิตดูสะอาด สวยงาม และน่ารับประทาน ทั้งในกลุ่มผักสด ผลไม้สด ไปจนถึงผลไม้แปรรูป นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน จึงไม่ใช่เพียงแค่น้ำยาเคลือบผิว แต่คือนวัตกรรมที่ช่วยยืดเวลาแห่งความสดใหม่ ช่วยลดขยะอาหารจากการเน่าเสีย และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ด้วยวัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อดูแลผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืนและแท้จริง.Key…

  • นวัตกรรมเครื่องดื่มสุขภาพด้วยนาโนแคปซูล “เปลี่ยนความเผ็ดร้อน เป็นพลังแห่งความสดชื่น”

    ย้อนกลับ แคปไซซิน (Capsaicin) เป็นสารสำคัญที่พบได้ในพริก มีคุณสมบัติในการช่วยเผาผลาญพลังงานและส่งเสริมระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม การนำประโยชน์เหล่านี้มาสู่ผู้บริโภคในรูปแบบเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกลับพบอุปสรรคสำคัญ 2 ประการ คือ ธรรมชาติของแคปไซซินที่ไม่สามารถละลายน้ำได้และความเผ็ดร้อนที่รุนแรงจนอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองเมื่อดื่ม นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อทลายกำแพงข้อจำกัดนี้ หัวใจสำคัญของความสำเร็จในงานวิจัยนี้ คือการพัฒนาเทคโนโลยี “การกักเก็บสารด้วยอนุภาคนาโน” (Nano-encapsulation) โดยคณะผู้วิจัยได้เลือกใช้โปรตีนไฮโดรไลเซตจากถั่วเหลือง มาทำหน้าที่เป็นวัสดุห่อหุ้มสารสกัดแคปไซซิน กระบวนการนี้อาศัยหลักการทางเคมีฟิสิกส์ที่ให้โมเลกุลของโปรตีนเข้าไปจับกับโมเลกุลของแคปไซซินผ่านแรงไฮโดรโฟบิก สร้างเป็นเกราะป้องกันในระดับอนุภาคนาโน ผลลัพธ์ที่ได้คือนวัตกรรมสารกักเก็บที่เปลี่ยนสถานะของแคปไซซินให้สามารถละลายน้ำได้ดีขึ้น และมีความคงตัวสูง ไม่เกิดการตกตะกอนแยกชั้นเมื่อนำไปผสมในเครื่องดื่ม นอกจากนี้โครงสร้างของโปรตีนยังช่วยลดทอนความรู้สึกเผ็ดร้อนแสบปากในทันทีที่สัมผัสลิ้น ทำให้ผู้บริโภคสามารถดื่มได้ง่ายยิ่งขึ้น นวัตกรรมดังกล่าวได้รับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “ม็อกเทลลูกหม่อนผสมแคปไซซิน” ซึ่งเป็นการผสมผสานศิลปะทางรสชาติระหว่างความหวานอมเปรี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำมัลเบอร์รี่ (ลูกหม่อน) เข้ากับความเผ็ดร้อนระดับละมุนของสารสกัดพริกที่ผ่านการกักเก็บ กลายเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่น ดื่มง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพทุกเพศทุกวัย ในแง่ของโภชนาการ ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มแก้กระหาย แต่เป็น Functional Drink ที่ทรงประสิทธิภาพ ด้วยคุณสมบัติของแคปไซซินที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ ผสานกับโปรตีนจากถั่วเหลืองที่ใช้เป็นวัสดุกักเก็บ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และอนุภาคนาโนช่วยนำพาสาระสำคัญเข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น โดยมีกลไกสำคัญในการช่วยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่เซลล์ และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง 🌶 นวัตกรรม : ม็อกเทลลูกหม่อนผสมแคปไซซิน📝 เลขที่คำขอ : 2403001934🥉 รางวัลระดับนานาชาติ :…