ขนมขบเคี้ยวพอดีคำ เมื่อโภชนาการและพัฒนาการเดินไปด้วยกัน

image

ท่านเคยสังเกตไหมว่า เวลาเด็กๆ กินขนม สิ่งที่ผู้ปกครองกังวลมักเป็น 2 เรื่อง คือ “ประโยชน์” และ “ความปลอดภัย” แต่จะดีกว่าไหม…ถ้าของว่างที่เด็กชอบมีทั้งคุณค่าทางโภชนาการและช่วยส่งเสริมพัฒนาการไปพร้อมกัน

จากคำถามง่ายๆ สู่นวัตกรรม

“ถ้าช่วงเวลากินขนม ไม่ใช่แค่มื้อเล็กๆระหว่างวัน แต่เป็นโอกาสของการเรียนรู้ด้วย จะดีแค่ไหน?”

คำถามนี้นำไปสู่การพัฒนา “ขนมขบเคี้ยวพอดีคำ” ที่ออกแบบโดยผสมผสานหลักเทคโนโลยีการแปรรูป โภชนาการ และจิตวิทยาพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นนวัตกรรมที่คำนึงถึงทั้ง2 มิติ คือ “คุณภาพ” และ “ประสบการณ์”
มิติที่ 1: คุณภาพ: โภชนาการที่เหมาะสมกับวัย
เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการแปรรูปที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย มีคุณค่าทางโภชนาการที่สอดคล้องกับความต้องการของร่างกายในช่วงวัยนี้ เก็บรักษาได้นานโดยไม่ต้องใช้สารกันเสีย ช่วยให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าขนมที่ลูกรับประทานมีคุณภาพ
มิติที่ 2: การส่งเสริมพัฒนาการผ่านประสบการณ์
ขนาดพอดีคำไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กต้องใช้นิ้วหยิบจับด้วยตัวเอง ทุกครั้งที่หยิบขนมเข้าปาก คือการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและการประสานงานระหว่างตากับมือ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทักษะการช่วยเหลือตัวเองในอนาคต พร้อมสร้างความมั่นใจ และฝึกทักษะการรับประทานอาหารแบบไม่รู้ตัว
Highlight
1) วัตถุดิบคุณภาพ
2) คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย
3) เนื้อสัมผัสที่ได้จากเทคโนโลยีการแปรรูปที่เหมาะกับช่วงวัย
4) ขนาดพอดีคำช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก
5) เก็บรักษาได้นาน ปราศจากวัตถุกันเสีย

เมื่อทุกคำที่เคี้ยว มีทั้งคุณค่าและความหมาย นวัตกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ “ช่วงเวลาว่าง” ของเด็กมีประโยชน์มากขึ้น ผ่านขนมขบเคี้ยวที่มีการออกแบบและผสมผสานโภชนาการที่เหมาะสมกับวัยเข้ากับการส่งเสริมพัฒนาการ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการให้ทุกมื้อเล็กๆ มีส่วนช่วยในการเติบโตและเสริมสร้างพัฒนาการของลูก

ชื่อนวัตกรรม: ขนมขบเคี้ยวพอดีคำ สำหรับเด็กปฐมวัย
เลขที่คำขอ: 2403002042, 2403002043, 2403002044, 2403002045, 2403002075
รางวัล: เหรียญทอง งาน “2024 Kaohsiung International Invention and Design EXPO (KIDE)”
ติดต่อสอบถาม: หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร. 02-244-5286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/2381119065681845/

ที่เกี่ยวข้อง

  • ปฏิวัติโภชนาการวิถีใหม่ด้วยเส้นใยรำข้าวจากกากรำข้าว

    ย้อนกลับ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอาหารที่ผูกพันกับข้าวได้หยั่งรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ในกระบวนการขัดสีเพื่อให้ได้เมล็ดข้าวขาว ส่วนของรำข้าวซึ่งเป็นแหล่งของใยอาหารและสารอาหารตามธรรมชาติ มักถูกนำไปใช้ในมูลค่าที่ไม่สูงนัก งานวิจัยนี้ จึงมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่ากากรำข้าวโดยพัฒนาเป็นแหล่งไฟเบอร์ธรรมชาติสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยการพัฒนาซุปแกงเลียงผงกึ่งสำเร็จรูปเสริมด้วยใยอาหารจากกากรำข้าวที่ผ่านกระบวนการดูดซับวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และแคลเซียม เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ การเสริมสารอาหารดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณสารอาหารในอาหาร มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาหรือป้องกันโรค ความโดดเด่นของนวัตกรรมอยู่ที่การประยุกต์ใช้ผลพลอยได้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผงกึ่งสำเร็จรูปที่สะดวกต่อการเตรียมและบริโภค โดยยังคงเอกลักษณ์ของรสชาติแกงเลียงซึ่งเป็นอาหารไทยดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์นี้สะท้อนแนวทางการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และศักยภาพเชิงพาณิชย์ สามารถต่อยอดในตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ และสอดคล้องกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า.นวัตกรรม : ไฟเบอร์ธรรมชาติจากกากรำข้าว เสริมวิตามินและแร่ธาตุเลขที่คำขอ : 2303001857, 2303002966รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัล Platinum Award และรางวัลเหรียญทอง งาน “2024 Kaohsiung International Invention and Design EXPO (KIDE)”ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/2024338344850468/

  • นวัตกรรมผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียม ผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่

    ย้อนกลับ แคลเซียม เป็นแร่ธาตุหลักที่จำเป็นต่อการสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูกและฟันของมนุษย์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคบางกลุ่มมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งแคลเซียมจากนมวัว เนื่องจากมีปัญหาภาวะการย่อยแลคโตส (Lactose Intolerance) หรือ มีวิถีชีวิตการบริโภคอาหารแบบมังสวิรัติ หรือแม้แต่ข้อจำกัดในการดูดซึมแคลเซียมสังเคราะห์ที่มักมีสารตกค้างและอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นแรงบันดาลใจในการคิดวิเคราะห์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ผักพื้นบ้านอย่างเช่น กวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ไม่ได้เป็นแค่วัตถุดิบในจานผัดน้ำมันหอย แต่ผักทั้ง 3 ชนิดนี้อุดมไปด้วยแคลเซียมธรรมชาติที่ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ทั่วไป ที่เรียกว่า Bioavailability สูง หรือพูดง่ายๆ ว่า “รับประทานแคลเซียมธรรมชาติเข้าไปแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้ได้จริง” เมื่อนำผักทั้ง 3 ชนิดมาผสมผสานกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่อุดมไปด้วยสาร Anthocyanin ให้สารสีม่วง ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ได้สูตรขนมขบเคี้ยวที่เสริมสร้างและป้องกันทั้งกระดูก ฟัน และเซลล์ในร่างกาย จากแนวคิดและแรงบันดาลใจนี้ ได้ถูกต่อยอดผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การอาหาร จนได้ “ผลิตภัณฑ์ผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียมผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่” นวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ในรูปแบบของแผ่นวาฟเฟิลที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง โดยผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นทางนวัตกรรมที่แตกต่างจากขนมขบเคี้ยวแบบเดิมๆ ดังนี้1. เป็นแหล่งรวมแคลเซียมธรรมชาติที่ได้จากผักกวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัย ทำให้แคลเซียมยังคงสภาพความสามารถในการละลายและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้เสริมสร้างกระดูกและฟันได้อย่างแท้จริง2. วาฟเฟิลแบบดั้งเดิมมีส่วนส่วนแป้งสาลี ซึ่งผู้บริโภคบางท่านแพ้กลูเตน แต่ด้วยสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ไม่มีแป้งสาลีเป็นส่วนผสม…

  • นวัตกรรมฟิล์มชีวภาพเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหาร

    ย้อนกลับ ในยุคที่อุตสาหกรรมอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ความท้าทายระดับโลก 2 ประการที่ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องเผชิญคือ วิกฤตขยะอาหาร (Food Waste) จากการเน่าเสียก่อนเวลาอันควร และมลภาวะจากพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุภัณฑ์ แม้พลาสติกแบบดั้งเดิมจะทำหน้าที่ปกป้องอาหารได้ดีเยี่ยม แต่กลับทิ้งขยะให้เป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อมไว้นานนับร้อยปี โลกจึงต้องการหาบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่ถนอมอาหารให้สดใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ต้องสลายตัวคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ แม้ที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ข้อจำกัดสำคัญที่มักพบคือ พลาสติกชีวภาพเหล่านั้นยังขาดคุณสมบัติในการยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์อาหารสดมักถูกจุลินทรีย์ทำให้เสื่อมสภาพและสูญเสียมูลค่าทางการตลาดอย่างรวดเร็ว ความท้าทายขั้นสูงสุดจึงอยู่ที่การผสานความรักษ์โลกเข้ากับเทคโนโลยีการถนอมอาหารขั้นสูงให้อยู่ในแผ่นฟิล์มบาง ๆ เพียงแผ่นเดียว จากความท้าทายดังกล่าว นำมาสู่การค้นพบและพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต ฟิล์มพลาสติกชีวภาพถนอมอาหาร หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการเลือกใช้วัสดุฐานจากธรรมชาติอย่าง พอลิแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ซึ่งสกัดได้จากจุลินทรีย์ที่สร้างกรดแลคติก (Lactic Acid Bacteria) ทำให้ตัวฟิล์มมีความปลอดภัยสูงและเป็นมิตรต่อกระบวนการทางชีวภาพ แต่สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ คือการยกระดับโครงสร้างระดับนาโน โดยการผสานโครงสร้างไฮบริดคอปเปอร์ซิงค์ออกไซด์ (Hybrid Copper-Zinc Oxide) ลงไปในแผ่นฟิล์มอย่างแม่นยำ การผสานโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์นี้ สร้างจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ได้ดังนี้1) โครงสร้างไฮบริดคอปเปอร์ซิงค์ออกไซด์ที่ถูกปรับปรุงลงในแผ่นฟิล์ม ทำหน้าที่เป็นป้องกันระดับนาโนที่ทำงานแบบ Active Packaging ตัววัสดุไม่เพียงแต่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น แต่ยังคงคุณสมบัติหลักในการย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (Biodegradable) ทำให้เป็นนวัตกรรมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ2) กลไกของอนุภาคคอปเปอร์และซิงค์ออกไซด์มีฤทธิ์ในการต่อต้านและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์…

  • มิติใหม่ของการสมานแผลด้วยแผ่นสมานแผลจากสารสกัดว่านหางจระเข้และขมิ้นชัน

    ย้อนกลับ ผิวหนังคือเกราะป้องกันด่านแรกของร่างกาย แต่เมื่อเกิดบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นรอยถลอกหรือสิวอักเสบ กระบวนการฟื้นฟูมักใช้เวลานาน อาจทิ้งรอยแผลเป็น หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และกลมกลืนกับเซลล์ผิวได้จริง ๆ ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบอยู่ใน ว่านหางจระเข้ ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ และ ขมิ้นชัน ที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบและยับยั้งแบคทีเรีย แต่การทายาแบบเดิมมีข้อจำกัดชัดเจน คือหลุดลอกง่ายและซึมซาบได้ไม่ลึกพอ นักวิจัยจึงก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นด้วยการนำสารสกัดจากสมุนไพรทั้งสองชนิดมาผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูง จนเกิดเป็น แผ่นสมานแผลจากสารสกัดว่านหางจระเข้และขมิ้นชัน ที่มีขนาดเส้นใยเพียง 0.8–6.7 ไมโครเมตร ขนาดดังกล่าวใกล้เคียงกับโครงสร้างตามธรรมชาติของผิวหนัง (Extracellular Matrix) ทำให้เซลล์ผิวสมานตัวได้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีพอลิเมอร์ผสม ยังช่วยให้แผ่นแปะกักเก็บสารสกัดสมุนไพรได้มากกว่า 10% และพร้อมปล่อยสารออกฤทธิ์ทันทีที่สัมผัสกับบาดแผล ผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ประสิทธิภาพในสามด้านหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยต่อเซลล์ โดยเซลล์ผิวหนัง (Fibroblast) มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 90% และไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง การยับยั้งเชื้อ Cutibacterium acnes ซึ่งเป็นตัวการหลักของสิวและการอักเสบ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ทัดเทียมกับวิตามินซีบริสุทธิ์ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในวงการแพทย์ผิวหนัง นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วไป หากแต่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าภูมิปัญญาจากธรรมชาติและเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นวัตกรรม :…

  • นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ (Bio-based Hydrogel Fire Extinguishing Powder)

    ย้อนกลับ อัคคีภัยเป็นภัยคุกคามที่สามารถสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน ในปัจจุบันการรับมือกับเหตุเพลิงไหม้มักพึ่งพาสารดับเพลิงแบบผงเคมีแห้งทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งแม้จะสามารถระงับเปลวไฟได้ในเบื้องต้น แต่เนื่องจากสารเคมีแบบเดิมไม่สามารถสกัดกั้นไอระเหยของเชื้อเพลิงได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดความร้อนที่ค่อนข้างต่ำ และยังคงมีความเสี่ยงสูงที่ไฟจะปะทุซ้ำขึ้นมาอีก.จากข้อจำกัดของสารดับเพลิงที่มีอยู่ในท้องตลาด ประกอบกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวัชพืชทางน้ำที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทีมผู้วิจัยจึงเกิดแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยความมุ่งมั่นที่จะทลายข้อจำกัดของผงเคมีแห้งแบบเดิม จึงนำไปสู่การค้นคว้าวัสดุทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่า จึงเกิดออกมาเป็น “ผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ” นวัตกรรมนี้เกิดจากการสกัดเซลลูโลสจากผักตบชวา เพื่อนำมาพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนภาพจำของสารเคมีดับเพลิงแบบเดิมสู่เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ก้าวหน้าและรักษ์โลก.นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุม โดยสามารถใช้ในการดับเพลิงประเภทไม้และกระดาษ (Class A) น้ำมัน (Class B) เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ (Class C) และน้ำมันประกอบอาหาร (Class K) โดยเมื่อทำปฏิกิริยากับความร้อนแล้วไม่ก่อให้เกิดก๊าซพิษ จึงปลอดภัยสูงสุดต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จุดเด่นที่โดดเด่นกว่าสารดับเพลิงเชิงพาณิชย์ทั่วไป ได้แก่ การนำเซลลูโลสจากผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชเหลือใช้มาอัปไซเคิลเป็นสารดับเพลิงชนิดใหม่ ประสิทธิภาพการดับเพลิงที่เร็วกว่าและลดอุณหภูมิผิวเชื้อเพลิงได้ดีกว่า MAP extinguishers ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกลไกการทำงานที่ชาญฉลาด กล่าวคือ เมื่อสัมผัสความร้อน สารจะเปลี่ยนสถานะเป็นฟิล์มไฮโดรเจลหนืดเคลือบผิวเชื้อเพลิง ตัดออกซิเจน และสกัดกั้นไอระเหยที่ติดไฟ ทำให้เปลวไฟดับเร็วและป้องกันการปะทุซ้ำของเชื้อเพลิงและไอระเหยที่ติดไฟได้.นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพนี้ พร้อมแล้วที่จะขยายผลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์จริงสำหรับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานดับเพลิง และประชาชนทั่วไป นับเป็นก้าวกระโดดของเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ปกป้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโลกของเราไปพร้อมกัน.นวัตกรรม…

  • พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม นวัตกรรมอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

    ย้อนกลับ พาสตาคืออาหารที่คนทั่วโลกรู้จัก แต่ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น อาหารจานโปรดนี้ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของคำถามที่เรียบง่าย คือ จะทำอย่างไรให้กินพาสตาอร่อยได้ทุกวัน โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพ? จุดเริ่มต้นของคำตอบอยู่ที่ผืนแผ่นดินไทย ทั้งข้าวกล้องที่เปี่ยมด้วยเส้นใยอาหาร และผักใบเขียวพื้นถิ่นที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุ ล้วนเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า ปัญหาคือกระบวนการแปรรูปอาหารทั่วไปมักทำลายคุณค่าเหล่านั้นไปก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายอีกสองด้านที่ไม่อาจมองข้าม ด้านแรกคือปัญหาการแพ้กลูเตน ซึ่งพบมากขึ้นในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ เพราะพาสตาทั่วไปทำจากแป้งสาลีซึ่งมีกลูเตนเป็นส่วนประกอบหลัก ด้านที่สองคือเรื่องการเก็บรักษา ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่อยู่ได้นานโดยไม่พึ่งพาสารกันเสีย เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้พร้อมกัน นักวิจัยจึงพัฒนา “พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม” ขึ้นมา จุดสำคัญของนวัตกรรมนี้คือกรรมวิธีการแปรรูปผักใบเขียวที่คิดค้นขึ้นเป็นการเฉพาะ ให้สามารถกักเก็บวิตามิน แร่ธาตุ และแคลเซียมไว้ในโครงสร้างของเส้นได้อย่างครบถ้วน ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นพาสตาที่มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม และโภชนาการที่โดดเด่นใน 3 ด้านหลัก คือ 1) ปริมาณแคลเซียมที่สูงกว่าพาสตาแป้งสาลีทั่วไปถึง 4 เท่า และสูงกว่าพาสตาข้าวกล้องธรรมดาถึง 3 เท่า เปลี่ยนอาหารธรรมดาให้เป็นอาหารที่เสริมสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง 2) การเป็น Gluten-Free 100% โดยธรรมชาติ เพราะใช้ข้าวกล้องเป็นฐาน ไม่ใช้แป้งสาลีเลย จึงปลอดภัยสำหรับทุกคนที่มีความไวต่อกลูเตน และ 3) สามารถเก็บรักษาได้นานถึง 6…