นวัตกรรมฟิล์มชีวภาพเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหาร

image

ในยุคที่อุตสาหกรรมอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ความท้าทายระดับโลก 2 ประการที่ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องเผชิญคือ วิกฤตขยะอาหาร (Food Waste) จากการเน่าเสียก่อนเวลาอันควร และมลภาวะจากพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุภัณฑ์ แม้พลาสติกแบบดั้งเดิมจะทำหน้าที่ปกป้องอาหารได้ดีเยี่ยม แต่กลับทิ้งขยะให้เป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อมไว้นานนับร้อยปี โลกจึงต้องการหาบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่ถนอมอาหารให้สดใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ต้องสลายตัวคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์

แม้ที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ข้อจำกัดสำคัญที่มักพบคือ พลาสติกชีวภาพเหล่านั้นยังขาดคุณสมบัติในการยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์อาหารสดมักถูกจุลินทรีย์ทำให้เสื่อมสภาพและสูญเสียมูลค่าทางการตลาดอย่างรวดเร็ว ความท้าทายขั้นสูงสุดจึงอยู่ที่การผสานความรักษ์โลกเข้ากับเทคโนโลยีการถนอมอาหารขั้นสูงให้อยู่ในแผ่นฟิล์มบาง ๆ เพียงแผ่นเดียว

จากความท้าทายดังกล่าว นำมาสู่การค้นพบและพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต ฟิล์มพลาสติกชีวภาพถนอมอาหาร หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการเลือกใช้วัสดุฐานจากธรรมชาติอย่าง พอลิแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ซึ่งสกัดได้จากจุลินทรีย์ที่สร้างกรดแลคติก (Lactic Acid Bacteria) ทำให้ตัวฟิล์มมีความปลอดภัยสูงและเป็นมิตรต่อกระบวนการทางชีวภาพ แต่สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ คือการยกระดับโครงสร้างระดับนาโน โดยการผสานโครงสร้างไฮบริดคอปเปอร์ซิงค์ออกไซด์ (Hybrid Copper-Zinc Oxide) ลงไปในแผ่นฟิล์มอย่างแม่นยำ

การผสานโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์นี้ สร้างจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ได้ดังนี้
1) โครงสร้างไฮบริดคอปเปอร์ซิงค์ออกไซด์ที่ถูกปรับปรุงลงในแผ่นฟิล์ม ทำหน้าที่เป็นป้องกันระดับนาโนที่ทำงานแบบ Active Packaging ตัววัสดุไม่เพียงแต่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น แต่ยังคงคุณสมบัติหลักในการย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (Biodegradable) ทำให้เป็นนวัตกรรมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
2) กลไกของอนุภาคคอปเปอร์และซิงค์ออกไซด์มีฤทธิ์ในการต่อต้านและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และเชื้อราที่เป็นสาเหตุหลักของการเน่าเสียในผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์อาหาร เมื่อผลิตภัณฑ์ถูกห่อหุ้มด้วยฟิล์มนี้ อาหารจึงมีอายุการเก็บรักษา (Shelf life) ที่ยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คงความสดใหม่ สีสัน และคุณภาพได้ยาวนานกว่าที่เคย

ฟิล์มพลาสติกชีวภาพถนอมอาหารนี้ จึงเป็นบรรจุภัณฑ์ทางเลือกแห่งอนาคต ที่จะเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อาหาร นวัตกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าที่คงคุณภาพได้ยาวนานขึ้น ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กับการแสดงจุดยืนในการปกป้องโลกใบนี้อย่างแท้จริง นี่คือก้าวสำคัญของการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์อาหาร นวัตกรรมวัสดุ และวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนที่โลกกำลังมองหา

นวัตกรรม : ฟิล์มพลาสติกชีวภาพถนอมอาหาร
เลขที่คำขอ : 1901001937
รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญเงินและรางวัลเชิดชูเกียรติ งาน “The 47th International Exhibition of Inventions Geneva”
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: facebook.com/reel/930961979711084/

ที่เกี่ยวข้อง

  • นวัตกรรมกัมมี่เพื่อสุขภาพ มิติใหม่แห่งการบริโภคกระเทียมดำ

    ย้อนกลับ กระเทียมดำเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการบริโภคมายาวนานในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมทั้งได้รับความนิยมเข้ามาในประเทศไทย มากกว่า 10 ปี การพัฒนาผลิตภัณฑ์กระเทียมดำนี้ก่อให้เกิดสารสำคัญทางชีวภาพที่มีคุณประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากพลาดโอกาสในการได้รับคุณค่าจากสมุนไพรชนิดนี้คือ กลิ่น และรสชาติที่จัดจ้าน นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในการนำนวัตกรรมมาผสานเข้ากับธรรมชาติ รังสรรค์เป็นกัมมี่เสริมกระเทียมดำสกัดเข้มข้น ที่จะเปลี่ยนภาพจำของการทานสมุนไพรไปตลอดกาล หัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์นี้คือการสกัดเอาแก่นแท้ของกระเทียมดำออกมาในรูปแบบที่เข้มข้นที่สุด นั่นคือสาร S-allyl cysteine (SAC) สารสำคัญที่ช่วยในการชะลอวัย สาร SAC นี้มีคุณสมบัติโดดเด่นในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายและป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ แต่นวัตกรรมที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สารสกัดชนิดเดียว กัมมี่เสริมกระเทียมดำสูตรนี้ยังได้ผนวกคุณค่าของ อินูลิน (Inulin) และฟรุกแทน (Fructan) จากกระเทียมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นใยอาหารพรีไบโอติก (Prebiotic) ที่สำคัญ มีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพหัวใจและเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ขนมขบเคี้ยว แต่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Food) ที่ดูแลร่างกายแบบองค์รวม จุดเด่นนวัตกรรม1. นวัตกรรมนี้สามารถ รักษาความคงตัวของสาร SAC ได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกชิ้นของกัมมี่ที่รับประทานเข้าไป จะยังคงไว้ซึ่งสรรพคุณทางยาอย่างครบถ้วนเสมือนวันแรกของการผลิต2. มอบทั้งสารต้านอนุมูลอิสระจากกระเทียมดำ และการเสริมพรีไบโอติกพร้อมไฟเบอร์เพื่อระบบขับถ่ายและหัวใจในคราวเดียว ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหลายด้านพร้อมกัน3. กระบวนการผลิตที่ช่วยลดกลิ่นฉุนของกระเทียมลงอย่างมีนัยสำคัญ ปรุงแต่งให้มีรสชาติดี…

  • ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูป นวัตกรรมอาหารเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตยุคใหม่

    ย้อนกลับ ซอสพริกนับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยชูรสชาติอาหารให้มีความสมบูรณ์แบบ แต่ในยุคที่ผู้คนเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ซอสพริกแบบดั้งเดิมนั้นมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องของน้ำหนักที่มาก อายุการเก็บรักษาที่จำกัดหากปราศจากสารกันบูด และความยุ่งยากในการพกพา ข้อจำกัดเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ท้าทายให้เราตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ความฉ่ำ ความหอม และความเผ็ดร้อนของซอสพริกยังคงอยู่ครบถ้วน ในรูปแบบที่เบาบาง เก็บได้นาน และพร้อมเดินทางไปทุกที่.คำตอบของความท้าทายนี้ไม่ได้อยู่ที่การต้มให้แห้งหรือคั่วด้วยความร้อนสูง ซึ่งจะทำลายเอกลักษณ์ของรสชาติ แต่คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรม การทำแห้งแบบโฟมแมท (Foam-Mat Drying) กระบวนการนี้เริ่มต้นอย่างประณีตด้วยการนำซอสพริกมาตีให้เกิดฟองละเอียดเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ก่อนนำไปอบแห้ง จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของนวัตกรรมนี้คือ การใช้อุณหภูมิที่ไม่สูงซึ่งช่วยถนอมคุณภาพอาหารและลดการเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาล (Browning Reaction) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ซอสพริกผง ที่ยังคงรักษาสีสันที่สดใส และกักเก็บสารให้กลิ่นรสอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ราวกับปรุงสุกใหม่ ๆ.นอกจากความโดดเด่นเรื่องการรักษากลิ่นและสีแล้ว นวัตกรรมนี้ยังมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมเมื่อถึงมือผู้ใช้งาน ด้วยโครงสร้างผงที่มีรูพรุนจากการตีฟอง ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถดูดน้ำกลับคืนได้เร็วผู้บริโภคเพียงแค่เติมน้ำอุ่นลงไป ผงซอสพริกก็จะคืนรูปกลับมาเป็นซอสที่มีความหนืด สีสัน และรสชาติเหมือนต้นตำรับในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติใหม่ ๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นผงหมักเนื้อสัตว์ ผงโรยปรุงรสบนอาหารทอด หรือแม้แต่เป็นส่วนผสมในแป้งทอดกรอบและขนมขบเคี้ยว.ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบา เก็บรักษาได้นาน และใช้งานสะดวก ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูปจึงตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร (B2B) เช่น ร้านอาหารหรือสายการบินที่ต้องการควบคุมมาตรฐานรสชาติและลดต้นทุนโลจิสติกส์ กลุ่มนักเดินทางที่ต้องการพกพาเครื่องปรุงรสที่คุ้นเคยไปแคมป์ปิ้งหรือต่างประเทศโดยไม่ต้องกังวลเรื่องของเหลวหกเลอะเทอะ ไปจนถึงผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกรวดเร็วในการทำอาหารที่บ้าน.นวัตกรรมซอสพริกผงจากเทคโนโลยีโฟมแมท จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาข้อจำกัดของซอสพริกแบบเดิม ๆ…

  • นวัตกรรมเยลลี่ว่านหางจระเข้เสริมไบโอพอลิเมอร์จากสาหร่ายสไปรูลิน่า

    ย้อนกลับ ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) พืชสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานในฐานะผู้เยียวยาและปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร และสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina) ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารมหาศาล การนำภูมิปัญญาจากความสมบูรณ์ของทั้งสองแหล่งนี้มาบรรจบกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตแห่งอนาคต แม้วัตถุดิบทั้งสองชนิดนี้จะมีสรรพคุณที่ชัดเจน แต่ความท้าทายสำคัญในโลกปัจจุบันคือเราจะส่งมอบวัตถุดิบเหล่านี้ให้เข้าถึงวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างไร ในยุคที่ผู้คนต่างมองหาผลิตภัณฑ์ที่พกพาสะดวก รับประทานง่าย และมีรสสัมผัสที่รื่นรมย์ ในขณะเดียวกัน กระบวนการแปรรูปก็จะต้องไม่ทำลายสารสำคัญทางชีวภาพอันบอบบางเหล่านั้นทิ้งไป การนำเสนอในรูปแบบเดิม ๆ จึงอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต จากโจทย์ที่ท้าทาย สู่การรังสรรค์นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การอาหารที่ก้าวล้ำ นักวิจัยได้ดึงเอาศักยภาพของสาหร่ายสไปรูลิน่าออกมาในรูปแบบของ ไบโอพอลิเมอร์ (Biopolymer) ซึ่งเป็นสารประกอบชีวภาพที่อัดแน่นไปด้วยสรรพคุณทางยา นำมาผสานเข้ากับเนื้อสัมผัสอันนุ่มนวล ชุ่มชื้น และเป็นมิตรต่อกระเพาะอาหารของว่านหางจระเข้ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เยลลี่ว่านหางจระเข้เสริมไบโอพอลิเมอร์จากสาหร่ายสไปรูลิน่า ที่ก้าวข้ามกรอบของขนมทานเล่น สู่การเป็นอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ที่ดูแลสุขภาพ ผลลัพธ์จากการบูรณาการทางวิทยาศาสตร์นี้ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดเด่นทางนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรมและน่าทึ่ง1) ไบโอพอลิเมอร์จากสาหร่ายสไปรูลิน่า มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ป้องกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulant) ต้านทานไวรัส (antiviral) และต้านแบคทีเรีย (antibacterial)2) การทำงานผสานกับเนื้อว่านหางจระเข้แท้ ช่วยปลอบประโลมและส่งเสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มอบความสมดุลจากภายในสู่ภายนอก3) นวัตกรรมส่วนผสมไบโอพอลิเมอร์ในรูปแบบเยลลี่นี้ ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในผลิตภัณฑ์อาหารอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย…

  • มิติใหม่ของการสมานแผลด้วยแผ่นสมานแผลจากสารสกัดว่านหางจระเข้และขมิ้นชัน

    ย้อนกลับ ผิวหนังคือเกราะป้องกันด่านแรกของร่างกาย แต่เมื่อเกิดบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นรอยถลอกหรือสิวอักเสบ กระบวนการฟื้นฟูมักใช้เวลานาน อาจทิ้งรอยแผลเป็น หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และกลมกลืนกับเซลล์ผิวได้จริง ๆ ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบอยู่ใน ว่านหางจระเข้ ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ และ ขมิ้นชัน ที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบและยับยั้งแบคทีเรีย แต่การทายาแบบเดิมมีข้อจำกัดชัดเจน คือหลุดลอกง่ายและซึมซาบได้ไม่ลึกพอ นักวิจัยจึงก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นด้วยการนำสารสกัดจากสมุนไพรทั้งสองชนิดมาผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูง จนเกิดเป็น แผ่นสมานแผลจากสารสกัดว่านหางจระเข้และขมิ้นชัน ที่มีขนาดเส้นใยเพียง 0.8–6.7 ไมโครเมตร ขนาดดังกล่าวใกล้เคียงกับโครงสร้างตามธรรมชาติของผิวหนัง (Extracellular Matrix) ทำให้เซลล์ผิวสมานตัวได้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีพอลิเมอร์ผสม ยังช่วยให้แผ่นแปะกักเก็บสารสกัดสมุนไพรได้มากกว่า 10% และพร้อมปล่อยสารออกฤทธิ์ทันทีที่สัมผัสกับบาดแผล ผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ประสิทธิภาพในสามด้านหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยต่อเซลล์ โดยเซลล์ผิวหนัง (Fibroblast) มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 90% และไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง การยับยั้งเชื้อ Cutibacterium acnes ซึ่งเป็นตัวการหลักของสิวและการอักเสบ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ทัดเทียมกับวิตามินซีบริสุทธิ์ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในวงการแพทย์ผิวหนัง นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วไป หากแต่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าภูมิปัญญาจากธรรมชาติและเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นวัตกรรม :…

  • นวัตกรรมผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียม ผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่

    ย้อนกลับ แคลเซียม เป็นแร่ธาตุหลักที่จำเป็นต่อการสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูกและฟันของมนุษย์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคบางกลุ่มมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งแคลเซียมจากนมวัว เนื่องจากมีปัญหาภาวะการย่อยแลคโตส (Lactose Intolerance) หรือ มีวิถีชีวิตการบริโภคอาหารแบบมังสวิรัติ หรือแม้แต่ข้อจำกัดในการดูดซึมแคลเซียมสังเคราะห์ที่มักมีสารตกค้างและอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นแรงบันดาลใจในการคิดวิเคราะห์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ผักพื้นบ้านอย่างเช่น กวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ไม่ได้เป็นแค่วัตถุดิบในจานผัดน้ำมันหอย แต่ผักทั้ง 3 ชนิดนี้อุดมไปด้วยแคลเซียมธรรมชาติที่ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ทั่วไป ที่เรียกว่า Bioavailability สูง หรือพูดง่ายๆ ว่า “รับประทานแคลเซียมธรรมชาติเข้าไปแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้ได้จริง” เมื่อนำผักทั้ง 3 ชนิดมาผสมผสานกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่อุดมไปด้วยสาร Anthocyanin ให้สารสีม่วง ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ได้สูตรขนมขบเคี้ยวที่เสริมสร้างและป้องกันทั้งกระดูก ฟัน และเซลล์ในร่างกาย จากแนวคิดและแรงบันดาลใจนี้ ได้ถูกต่อยอดผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การอาหาร จนได้ “ผลิตภัณฑ์ผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียมผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่” นวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ในรูปแบบของแผ่นวาฟเฟิลที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง โดยผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นทางนวัตกรรมที่แตกต่างจากขนมขบเคี้ยวแบบเดิมๆ ดังนี้1. เป็นแหล่งรวมแคลเซียมธรรมชาติที่ได้จากผักกวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัย ทำให้แคลเซียมยังคงสภาพความสามารถในการละลายและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้เสริมสร้างกระดูกและฟันได้อย่างแท้จริง2. วาฟเฟิลแบบดั้งเดิมมีส่วนส่วนแป้งสาลี ซึ่งผู้บริโภคบางท่านแพ้กลูเตน แต่ด้วยสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ไม่มีแป้งสาลีเป็นส่วนผสม…

  • นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ (Bio-based Hydrogel Fire Extinguishing Powder)

    ย้อนกลับ อัคคีภัยเป็นภัยคุกคามที่สามารถสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน ในปัจจุบันการรับมือกับเหตุเพลิงไหม้มักพึ่งพาสารดับเพลิงแบบผงเคมีแห้งทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งแม้จะสามารถระงับเปลวไฟได้ในเบื้องต้น แต่เนื่องจากสารเคมีแบบเดิมไม่สามารถสกัดกั้นไอระเหยของเชื้อเพลิงได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดความร้อนที่ค่อนข้างต่ำ และยังคงมีความเสี่ยงสูงที่ไฟจะปะทุซ้ำขึ้นมาอีก.จากข้อจำกัดของสารดับเพลิงที่มีอยู่ในท้องตลาด ประกอบกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวัชพืชทางน้ำที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทีมผู้วิจัยจึงเกิดแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยความมุ่งมั่นที่จะทลายข้อจำกัดของผงเคมีแห้งแบบเดิม จึงนำไปสู่การค้นคว้าวัสดุทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่า จึงเกิดออกมาเป็น “ผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ” นวัตกรรมนี้เกิดจากการสกัดเซลลูโลสจากผักตบชวา เพื่อนำมาพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนภาพจำของสารเคมีดับเพลิงแบบเดิมสู่เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ก้าวหน้าและรักษ์โลก.นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุม โดยสามารถใช้ในการดับเพลิงประเภทไม้และกระดาษ (Class A) น้ำมัน (Class B) เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ (Class C) และน้ำมันประกอบอาหาร (Class K) โดยเมื่อทำปฏิกิริยากับความร้อนแล้วไม่ก่อให้เกิดก๊าซพิษ จึงปลอดภัยสูงสุดต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จุดเด่นที่โดดเด่นกว่าสารดับเพลิงเชิงพาณิชย์ทั่วไป ได้แก่ การนำเซลลูโลสจากผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชเหลือใช้มาอัปไซเคิลเป็นสารดับเพลิงชนิดใหม่ ประสิทธิภาพการดับเพลิงที่เร็วกว่าและลดอุณหภูมิผิวเชื้อเพลิงได้ดีกว่า MAP extinguishers ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกลไกการทำงานที่ชาญฉลาด กล่าวคือ เมื่อสัมผัสความร้อน สารจะเปลี่ยนสถานะเป็นฟิล์มไฮโดรเจลหนืดเคลือบผิวเชื้อเพลิง ตัดออกซิเจน และสกัดกั้นไอระเหยที่ติดไฟ ทำให้เปลวไฟดับเร็วและป้องกันการปะทุซ้ำของเชื้อเพลิงและไอระเหยที่ติดไฟได้.นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพนี้ พร้อมแล้วที่จะขยายผลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์จริงสำหรับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานดับเพลิง และประชาชนทั่วไป นับเป็นก้าวกระโดดของเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ปกป้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโลกของเราไปพร้อมกัน.นวัตกรรม…