จากพืชพื้นถิ่นสู่นวัตกรรมชีวภาพ: การปลดล็อกศักยภาพ “บาทาทาซิน” ด้วยเทคโนโลยีไฟโตโซม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

image

ท่ามกลางความหลากหลายของผืนป่าไทย เราค้นพบขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่… ไม่ใช่ทองคำ แต่คือ “ว่านพระฉิม” สมุนไพรที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นักวิจัยค้นพบว่า ในว่านพระฉิมมีสารสำคัญที่ชื่อว่า “บาทาทาซิน” (Batatasin) ซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงมาก แต่ธรรมชาติก็สร้างกำแพงกั้นไว้… เพราะสารนี้มีข้อจำกัดเรื่อง “ความบริสุทธิ์” และที่สำคัญคือ “ร่างกายดูดซึมได้ยาก”

ทีมวิจัยของเราไม่ได้หยุดแค่การค้นพบ แต่เรามุ่งมั่นที่นำของดีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเราเริ่มต้นที่ต้นน้ำ ด้วยการใช้คลื่นอัลตราโซนิกเข้าไปกระตุ้นเซลล์พืชอย่างนุ่มนวล เพื่อดึงสารบาทาทาซินออกมาให้ได้ความบริสุทธิ์สูงสุด โดยไม่ทำลายโครงสร้างสำคัญ เมื่อได้สารสกัดบริสุทธิ์แล้ว เราจึงนำเทคโนโลยี ไฟโตโซม (Phytosome) เข้ามาแก้ปัญหา ลองจินตนาการว่าสารสำคัญคือผู้โดยสาร VIP และไฟโตโซมคือรถลีมูซีนส่วนตัวที่ห่อหุ้มสารสำคัญด้วยฟอสโฟลิปิด (เลียนแบบผนังเซลล์มนุษย์) ทำหน้าที่เป็นบัตรผ่านทางพิเศษพาบาทาทาซินทะลุผ่านระบบทางเดินอาหาร เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าเดิมหลายเท่าตัว

Key Highlights
1) ค่าชีวประสิทธิผล (Bioavailability) ที่สูงขึ้น ร่างกายจึงนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ
2) เป็นทางเลือกใหม่ที่ทรงพลังสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อเราผสานภูมิปัญญาแห่งพืชพันธุ์เข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเราสามารถเปลี่ยนสมุนไพรท้องถิ่น ให้กลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน

นวัตกรรม : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบาทาทาซินจากว่านพระฉิม
เลขที่คำขอ : 403000912
รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญทอง งาน The 8th Chian (Shanghai) International Invention & Innovation EXPO 2025
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/890465030636525/

ที่เกี่ยวข้อง

  • นวัตกรรมกัมมี่เพื่อสุขภาพ มิติใหม่แห่งการบริโภคกระเทียมดำ

    ย้อนกลับ กระเทียมดำเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการบริโภคมายาวนานในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมทั้งได้รับความนิยมเข้ามาในประเทศไทย มากกว่า 10 ปี การพัฒนาผลิตภัณฑ์กระเทียมดำนี้ก่อให้เกิดสารสำคัญทางชีวภาพที่มีคุณประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากพลาดโอกาสในการได้รับคุณค่าจากสมุนไพรชนิดนี้คือ กลิ่น และรสชาติที่จัดจ้าน นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในการนำนวัตกรรมมาผสานเข้ากับธรรมชาติ รังสรรค์เป็นกัมมี่เสริมกระเทียมดำสกัดเข้มข้น ที่จะเปลี่ยนภาพจำของการทานสมุนไพรไปตลอดกาล หัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์นี้คือการสกัดเอาแก่นแท้ของกระเทียมดำออกมาในรูปแบบที่เข้มข้นที่สุด นั่นคือสาร S-allyl cysteine (SAC) สารสำคัญที่ช่วยในการชะลอวัย สาร SAC นี้มีคุณสมบัติโดดเด่นในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายและป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ แต่นวัตกรรมที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สารสกัดชนิดเดียว กัมมี่เสริมกระเทียมดำสูตรนี้ยังได้ผนวกคุณค่าของ อินูลิน (Inulin) และฟรุกแทน (Fructan) จากกระเทียมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นใยอาหารพรีไบโอติก (Prebiotic) ที่สำคัญ มีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพหัวใจและเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ขนมขบเคี้ยว แต่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Food) ที่ดูแลร่างกายแบบองค์รวม จุดเด่นนวัตกรรม1. นวัตกรรมนี้สามารถ รักษาความคงตัวของสาร SAC ได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกชิ้นของกัมมี่ที่รับประทานเข้าไป จะยังคงไว้ซึ่งสรรพคุณทางยาอย่างครบถ้วนเสมือนวันแรกของการผลิต2. มอบทั้งสารต้านอนุมูลอิสระจากกระเทียมดำ และการเสริมพรีไบโอติกพร้อมไฟเบอร์เพื่อระบบขับถ่ายและหัวใจในคราวเดียว ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหลายด้านพร้อมกัน3. กระบวนการผลิตที่ช่วยลดกลิ่นฉุนของกระเทียมลงอย่างมีนัยสำคัญ ปรุงแต่งให้มีรสชาติดี…

  • นวัตกรรมชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิก วิถีแห่งธรรมชาติสู่นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ

    ย้อนกลับ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ สวนมะม่วงอินทรีย์ที่ปราศจากสารเคมี ที่ซึ่งต้นมะม่วงพันธุ์ทวายเดือนเก้า ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน ดินที่อุดมสมบูรณ์และแสงแดดที่พอเหมาะได้บ่มเพาะให้ต้นมะม่วงเติบโตอย่างแข็งแรง แต่คุณค่าของมะม่วงสายพันธุ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลไม้ที่หอมหวาน ความลับแห่งสุขภาพยังซ่อนอยู่ที่ใบ ที่อัดแน่นไปด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ ในยุคที่วิถีชีวิตเร่งรีบ นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง รวมถึงความเหนื่อยล้าสะสมและการอักเสบในระดับเซลล์ ผู้บริโภคต่างมองหาเครื่องดื่มที่ไม่เพียงแต่ช่วยดับกระหาย แต่ต้องทำหน้าที่ช่วยป้องกันโรคและฟื้นฟูร่างกาย คำตอบของความท้าทายนี้ เริ่มต้นจากการคัดสรรวัตถุดิบอย่างเจาะจง โดยเลือกใช้เพียงใบแก่ลำดับที่ 5-7 จากปลายกิ่งของมะม่วงพันธุ์ทวายเดือนเก้าเท่านั้น ซึ่งงานวิจัยระบุว่าเป็นช่วงวัยของใบที่สะสมสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพไว้สูงสุด จากนั้นนำใบที่ได้ไปผ่านกระบวนการหมักชาแบบชาเขียว ที่ควบคุมอุณหภูมิและเวลาอย่างแม่นยำ เพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ คงความสดใสของสีใบ กักเก็บความหอม และที่สำคัญที่สุดคือ การคงคุณค่าของสารต้านอนุมูลอิสระไว้ให้ได้มากที่สุด จุดเด่นที่ทำให้นวัตกรรมชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิกนี้เป็นยิ่งกว่าเพียงเครื่องดื่มทั่วไป คือ การต้านอนุมูลอิสระ ฟีนอลิก และฟลาโวนอยด์สูง การดื่มชาชนิดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มความสดชื่นและทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าจากความเหนื่อยล้า แต่มีแนวโน้มในการช่วย ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ต้านการอักเสบภายในร่างกาย และมีฤทธิ์ลดเบาหวาน ชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิก จึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือตัวแทนของความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่เปลี่ยนผลิตผลพลอยได้ทางการเกษตรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง มอบทั้งสุนทรียภาพในการดื่ม และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับผู้บริโภคในทุก ๆ วัน นวัตกรรม : ชาเขียวใบมะม่วงออร์แกนิกเลขที่อนุสิทธิบัตร : 25802ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม…

  • นวัตกรรมแป้งกล้วยน้ำว้าดิบจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อาหารสุขภาพแห่งอนาคต

    ย้อนกลับ ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับความเครียดและพฤติกรรมการบริโภคที่เร่งรีบ ปัญหาสุขภาพทางเดินอาหารได้กลายเป็นภัยเงียบที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “ไมโครไบโอม” หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นสมองที่สองของมนุษย์ เพราะมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมอย่างลึกซึ้ง การดูแลจุลินทรีย์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยพรีไบโอติก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ใหญ่โดยตรง.คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะหาแหล่งพรีไบโอติกจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืนได้จากที่ใด คำตอบอยู่ในวัตถุดิบทางการเกษตรที่คุ้นเคยแต่มักถูกมองข้ามอย่างกล้วยน้ำว้าดิบนั่นเอง.นักวิจัยได้พัฒนากล้วยน้ำว้าดิบพัฒนาให้กลายเป็น “อาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ” ที่ไม่เพียงรักษาสารอาหารสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพให้ง่ายต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้โดดเด่นเหนือผลิตภัณฑ์ทั่วไปคือข้อพิสูจน์เชิงวิทยาศาสตร์ที่วัดผลได้จริง แป้งกล้วยน้ำว้าดิบมีปริมาณ Resistant Starch หรือสตาร์ชที่ทนต่อการย่อยสูงถึง 60.25 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติกประสิทธิภาพสูงได้ เนื่องจากสตาร์ชชนิดนี้สามารถทนทานต่อการย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แล้วเดินทางต่อไปเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีอัตราการย่อยได้ของสตาร์ชในหลอดทดลองต่ำเพียง 22.48 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งหมายความว่าร่างกายดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าและน้อย ไม่กระตุ้นให้อินซูลินพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ยิ่ง เมื่อ Resistant Starch เดินทางถึงลำไส้ใหญ่ จะกระตุ้นให้จุลินทรีย์ชนิดดีเจริญเติบโตและเกิดกระบวนการหมัก ซึ่งนำไปสู่การสร้างกรดไขมันสายสั้น หรือ Short-Chain Fatty Acids (SCFA) สารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการลดการอักเสบทั้งในลำไส้และกระเพาะอาหาร รวมถึงช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายให้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ.นวัตกรรมอาหารสุขภาพเสริมพรีไบโอติกจากแป้งกล้วยนํ้าว้าดิบ จึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ทางเลือก แต่คือการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิทยาศาสตร์การอาหารขั้นสูง เพื่อยกระดับทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นอาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์การป้องกัน…

  • ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูป นวัตกรรมอาหารเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตยุคใหม่

    ย้อนกลับ ซอสพริกนับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยชูรสชาติอาหารให้มีความสมบูรณ์แบบ แต่ในยุคที่ผู้คนเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ซอสพริกแบบดั้งเดิมนั้นมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องของน้ำหนักที่มาก อายุการเก็บรักษาที่จำกัดหากปราศจากสารกันบูด และความยุ่งยากในการพกพา ข้อจำกัดเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ท้าทายให้เราตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ความฉ่ำ ความหอม และความเผ็ดร้อนของซอสพริกยังคงอยู่ครบถ้วน ในรูปแบบที่เบาบาง เก็บได้นาน และพร้อมเดินทางไปทุกที่.คำตอบของความท้าทายนี้ไม่ได้อยู่ที่การต้มให้แห้งหรือคั่วด้วยความร้อนสูง ซึ่งจะทำลายเอกลักษณ์ของรสชาติ แต่คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรม การทำแห้งแบบโฟมแมท (Foam-Mat Drying) กระบวนการนี้เริ่มต้นอย่างประณีตด้วยการนำซอสพริกมาตีให้เกิดฟองละเอียดเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ก่อนนำไปอบแห้ง จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของนวัตกรรมนี้คือ การใช้อุณหภูมิที่ไม่สูงซึ่งช่วยถนอมคุณภาพอาหารและลดการเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาล (Browning Reaction) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ซอสพริกผง ที่ยังคงรักษาสีสันที่สดใส และกักเก็บสารให้กลิ่นรสอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ราวกับปรุงสุกใหม่ ๆ.นอกจากความโดดเด่นเรื่องการรักษากลิ่นและสีแล้ว นวัตกรรมนี้ยังมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมเมื่อถึงมือผู้ใช้งาน ด้วยโครงสร้างผงที่มีรูพรุนจากการตีฟอง ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถดูดน้ำกลับคืนได้เร็วผู้บริโภคเพียงแค่เติมน้ำอุ่นลงไป ผงซอสพริกก็จะคืนรูปกลับมาเป็นซอสที่มีความหนืด สีสัน และรสชาติเหมือนต้นตำรับในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติใหม่ ๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นผงหมักเนื้อสัตว์ ผงโรยปรุงรสบนอาหารทอด หรือแม้แต่เป็นส่วนผสมในแป้งทอดกรอบและขนมขบเคี้ยว.ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบา เก็บรักษาได้นาน และใช้งานสะดวก ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูปจึงตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร (B2B) เช่น ร้านอาหารหรือสายการบินที่ต้องการควบคุมมาตรฐานรสชาติและลดต้นทุนโลจิสติกส์ กลุ่มนักเดินทางที่ต้องการพกพาเครื่องปรุงรสที่คุ้นเคยไปแคมป์ปิ้งหรือต่างประเทศโดยไม่ต้องกังวลเรื่องของเหลวหกเลอะเทอะ ไปจนถึงผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกรวดเร็วในการทำอาหารที่บ้าน.นวัตกรรมซอสพริกผงจากเทคโนโลยีโฟมแมท จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาข้อจำกัดของซอสพริกแบบเดิม ๆ…

  • ปลดล็อกคุณค่าแห่งไลโคปีน สู่นวัตกรรมเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวมเสริมไลโคปีนเบต้ากลูแคน

    ย้อนกลับ ไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่โดดเด่นเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายมิติ ทั้งช่วยลดการอักเสบและมีส่วนช่วยต้านมะเร็ง แต่ถึงแม้จะมีประโยชน์มากมาย การนำไลโคปีนมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกลับมีความท้าทายสูง เนื่องจากไลโคปีนมีข้อจำกัดทางธรรมชาติคือ เสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อเจอแสงแดดและออกซิเจน อีกทั้งยังไม่ละลายน้ำ ทำให้มักจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารไปมากในระหว่างขั้นตอนการผลิตและการเก็บรักษา . ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ โดยนำไลโคปีนที่สกัดได้จากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าว มาผ่านเทคโนโลยีการสร้างสารประกอบเชิงซ้อน (Complexation) ร่วมกับเบต้า-กลูแคน ซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ธรรมชาติ เทคโนโลยีนี้ช่วยปรับโครงสร้างให้ไลโคปีนสามารถกระจายตัวและละลายในน้ำได้ดีขึ้นอย่างมาก และมีความคงตัวที่ยาวนาน โดยโครงสร้างของเบต้า-กลูแคน จะช่วยปกป้องไลโคปีนจากสภาพแวดล้อม ทำให้สารอาหารมีความคงตัว ไม่เสื่อมสภาพง่าย และยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง สูตรนี้ยังเลือกใช้อิริทริทอล (Erythritol) เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอีกด้วย . นวัตกรรมดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเชิงหน้าที่ (Functional food ingredient) โดยทำหน้าที่พาคุณประโยชน์ของทั้งไลโคปีนและเบต้า-กลูแคนเข้าสู่ร่างกาย ผลิตภัณฑ์นี้มุ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องการรับประโยชน์จากไลโคปีนแต่ไม่ชื่นชอบกลิ่นหรือรสชาติของมะเขือเทศ . ในด้านการนำไปประยุกต์ใช้จริง สารประกอบเชิงซ้อนนี้สามารถนำไปผสมผสานในกระบวนการผลิตน้ำผลไม้รวม โดยผ่านขั้นตอนการทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน (Homogenization) และการพาสเจอไรซ์ (Pasteurization) จนออกมาเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งสามารถคงคุณค่าของสารออกฤทธิ์ไว้ได้อย่างครบถ้วนตลอดอายุการวางจำหน่าย นับเป็นความสำเร็จในการเปลี่ยนข้อจำกัดทางกายภาพให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ทั้งดื่มง่าย อร่อย และอัดแน่นไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างแท้จริง . นวัตกรรม :…

  • นวัตกรรมเยลลี่ว่านหางจระเข้เสริมไบโอพอลิเมอร์จากสาหร่ายสไปรูลิน่า

    ย้อนกลับ ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) พืชสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานในฐานะผู้เยียวยาและปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร และสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina) ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารมหาศาล การนำภูมิปัญญาจากความสมบูรณ์ของทั้งสองแหล่งนี้มาบรรจบกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตแห่งอนาคต แม้วัตถุดิบทั้งสองชนิดนี้จะมีสรรพคุณที่ชัดเจน แต่ความท้าทายสำคัญในโลกปัจจุบันคือเราจะส่งมอบวัตถุดิบเหล่านี้ให้เข้าถึงวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างไร ในยุคที่ผู้คนต่างมองหาผลิตภัณฑ์ที่พกพาสะดวก รับประทานง่าย และมีรสสัมผัสที่รื่นรมย์ ในขณะเดียวกัน กระบวนการแปรรูปก็จะต้องไม่ทำลายสารสำคัญทางชีวภาพอันบอบบางเหล่านั้นทิ้งไป การนำเสนอในรูปแบบเดิม ๆ จึงอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต จากโจทย์ที่ท้าทาย สู่การรังสรรค์นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การอาหารที่ก้าวล้ำ นักวิจัยได้ดึงเอาศักยภาพของสาหร่ายสไปรูลิน่าออกมาในรูปแบบของ ไบโอพอลิเมอร์ (Biopolymer) ซึ่งเป็นสารประกอบชีวภาพที่อัดแน่นไปด้วยสรรพคุณทางยา นำมาผสานเข้ากับเนื้อสัมผัสอันนุ่มนวล ชุ่มชื้น และเป็นมิตรต่อกระเพาะอาหารของว่านหางจระเข้ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เยลลี่ว่านหางจระเข้เสริมไบโอพอลิเมอร์จากสาหร่ายสไปรูลิน่า ที่ก้าวข้ามกรอบของขนมทานเล่น สู่การเป็นอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ที่ดูแลสุขภาพ ผลลัพธ์จากการบูรณาการทางวิทยาศาสตร์นี้ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดเด่นทางนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรมและน่าทึ่ง1) ไบโอพอลิเมอร์จากสาหร่ายสไปรูลิน่า มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ป้องกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulant) ต้านทานไวรัส (antiviral) และต้านแบคทีเรีย (antibacterial)2) การทำงานผสานกับเนื้อว่านหางจระเข้แท้ ช่วยปลอบประโลมและส่งเสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มอบความสมดุลจากภายในสู่ภายนอก3) นวัตกรรมส่วนผสมไบโอพอลิเมอร์ในรูปแบบเยลลี่นี้ ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในผลิตภัณฑ์อาหารอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย…