นวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เครื่องดื่มพรีไบโอติกมาตรฐานโลก

image

รู้ในยุคที่กระแสสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ Functional Foods ประเทศไทยในฐานะเมืองเกษตรกรรมกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องมูลค่าผลผลิตที่ตกต่ำ โดยเฉพาะ กล้วยหอม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีผลผลิตส่วนเกินและราคาผันผวนตามฤดูกาล คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงได้เล็งเห็นโอกาสในการนำกล้วยหอมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่อุดมไปด้วยสารอาหาร มาแปรรูปเป็นผง รวมทั้งเพิ่มคุณค่าด้วยแป้งกล้วยน้ำว้าดิบซึ่งเป็นพรีไบโอติก ช่วยสนับสนุนการทำงานของจุลินทรีย์ในลำไส้ และงาขี้ม่อน ซูเปอร์ฟู้ดจากภาคเหนือของไทย มาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืนของเกษตรกรและสุขภาวะของผู้บริโภค

โจทย์สำคัญของการพัฒนาเครื่องดื่มชนิดผงคือจะรักษาคุณค่าทางโภชนาการที่ไวต่อความร้อนให้คงอยู่ได้อย่างไร ซึ่งการอบแห้งแบบดั้งเดิมมักทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และลดประสิทธิภาพของพรีไบโอติก อีกทั้งปัญหาเรื่องการละลายน้ำที่ยากทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังเป็นความพยายามในการเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วยหอมเกรดที่ไม่สามารถส่งออกได้ เพื่อลดขยะหลังการเก็บเกี่ยว

นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีการทำแห้งแบบโฟม (Foam Mat Drying – FMD) ซึ่งช่วยเปลี่ยนส่วนผสมให้เป็นผงที่มีโครงสร้างรูพรุนสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์ละลายน้ำได้ดีเยี่ยมกว่าการทำแห้งทั่วไป และสามารถกักเก็บสารอาหารสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน

นวัตกรรมชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบของอาหาร แต่เป็นการส่งมอบพลังแห่งธรรมชาติ ผ่านจุดเด่นที่เหนือกว่า ได้แก่ (1) ธาตุเหล็กสูง (High Iron) ด้วยคุณสมบัติของงาขี้ม่อนที่เข้มข้น ทำให้หนึ่งหน่วยบริโภคให้ธาตุเหล็กสูง ช่วยเสริมสร้างระบบขนส่งออกซิเจนและภูมิคุ้มกันร่างกาย และ (2) พรีไบโอติกสูง (High Prebiotic) แป้งกล้วยหอมดิบอุดมไปด้วยแป้งทนต่อการย่อย (Resistant Starch) ทำหน้าที่เป็นอาหารให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ส่งเสริมระบบขับถ่ายและสุขภาพทางเดินอาหารอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมเครื่องดื่มกล้วยหอมผงกึ่งสำเร็จรูปเสริมงาขี้ม่อน มิได้เป็นเพียงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่เป็นโมเดลธุรกิจแบบ Omnichannel ที่เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เกษตรกรในท้องถิ่น และภาคอุตสาหกรรม การนำกล้วยดิบที่มักถูกคัดทิ้งมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ระดับ Mass Premium จึงเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจชีวภาพที่เข้มแข็ง พร้อมผลักดันให้พืชท้องถิ่นไทยก้าวสู่ตลาดโลกในฐานะวัตถุดิบสำคัญของนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

นวัตกรรม : เครื่องดื่มกล้วยหอมผงกึ่งสำเร็จรูปเสริมงาขี้ม่อน
เลขที่คำขอ : 2503004440
รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญทอง และ รางวัล Honorable Mention Award งาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva”
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/947889090935617

ที่เกี่ยวข้อง

  • นวัตกรรมก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

    ย้อนกลับ รู้หรือไม่?ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตส้มโอรายใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการแปรรูป แต่มักมีเปลือกส้มโอหลงเหลือทิ้งไว้เป็นจำนวนมหาศาล สิ่งที่ดูเหมือนเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ กลับมีคุณค่าทางโภชนาการชั้นเยี่ยมที่รอให้เราค้นพบ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กคือวัฒนธรรมอาหารที่คนไทยคุ้นเคยมาตลอด แต่มีจุดอ่อนที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือคาร์โบไฮเดรตสูงและใยอาหารต่ำ ทำให้คนรักสุขภาพหลายคนต้องบอกลาเมนูโปรดนี้ไป โจทย์จึงตกมาที่นักวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้อาหารธรรมดาในชีวิตประจำวันกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ โดยไม่ต้องสูญเสียรสชาติที่คุ้นเคย คำตอบอยู่ที่ “เปลือกส้มโอ” ของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมแปรรูปที่ไม่มีใครสนใจ ทีมวิจัยนำสิ่งเหล่านี้มาสกัดเป็นใยอาหารบริสุทธิ์คุณภาพสูง แล้วผสานเข้าไปในเนื้อเส้นก๋วยเตี๋ยว ผลลัพธ์คือ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ ที่เปลี่ยนทุกคำที่กินให้ดูแลสุขภาพลำไส้ไปพร้อมกัน นวัตกรรมนี้ไม่ได้แค่ยกระดับเมนูโปรดของคนไทย แต่ยังเปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้มีคุณค่า แก้ปัญหาขยะและสุขภาพได้ในคราวเดียว นวัตกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งมอบคุณค่าที่จับต้องได้ใน 2 มิติ ได้แก่ 1) การเสริมใยอาหารจากส้มโอช่วยเพิ่มใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้สูงถึงร้อยละ 9.44 ซึ่งช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และเพิ่มประสิทธิภาพระบบขับถ่าย ทำให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นได้ในเมนูอาหารที่คุ้นเคย 2) ด้วยแนวคิด Zero Waste การนำกากส้มโอมาใช้ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง เกื้อหนุนเกษตรกรรายย่อย และลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ด้วยคุณสมบัติของใยอาหารจากส้มโอ ทั้งการอุ้มน้ำ การสร้างเนื้อสัมผัส และต้นทุนที่เข้าถึงได้ จึงสามารถนำไปต่อยอดนวัตกรรมนี้สู่อุตสาหกรรมอาหารในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มไฟเบอร์ กักเก็บความชุ่มชื้น และลดความแห้งกระด้างของเนื้อขนมปังหรือคุกกี้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ทำหน้าที่เป็นสารปรับปรุงโครงสร้างเพื่อสร้างความฉ่ำน้ำและเนื้อสัมผัสที่สมจริงยิ่งขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Plant-based หรือเพื่อแก้ไขปัญหาระบบขับถ่ายในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ จึงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่…

  • ปฏิวัติรูปแบบความอร่อย…ด้วยนวัตกรรมผงไข่มุกสไปรูลิน่า

    ย้อนกลับ ภายใต้ความเรียบง่ายของสิ่งมีชีวิตโบราณอย่าง “สาหร่ายสไปรูลิน่า” (Spirulina) หลายท่านอาจคุ้นเคยกับภาพลักษณ์ของอาหารเสริมสีเขียวเข้ม แต่แท้จริงแล้ว ภายในนั้นซ่อนความมหัศจรรย์ทางชีวภาพที่ล้ำค่ายิ่งกว่า นั่นคือ “ซี-ไฟโคไซยานิน” (C-Phycocyanin) รงควัตถุสีฟ้าบริสุทธิ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง โจทย์ท้าทายของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ ทำอย่างไรให้เราสามารถนำคุณค่าจากธรรมชาติ มาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารได้อย่างรื่นรมย์และทันสมัย? นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมผงไข่มุกกึ่งสำเร็จรูปเสริมซี-ไฟโคไซยานินจากสาหร่ายสไปรูลิน่า ผลงานที่ผสานศาสตร์แห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน ทีมวิจัยได้นำเทคนิคขั้นสูงทางวิทยาศาสตร์การอาหารอย่าง สเฟียริฟิเคชัน (Spherification) ที่นิยมใช้ในร้านอาหารระดับ Fine Dining มาประยุกต์ใช้ โดยผ่านการควบคุมสภาวะการผลิตอย่างแม่นยำด้วยวิธี Taguchi Method เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่นวัตกรรมที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่แค่เม็ดไข่มุก เราได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบ ผงกึ่งสำเร็จรูป (Semi-finished Powder) ทำไมสิ่งนี้จึงเรียกว่าการ “ปฏิวัติ” รูปแบบความอร่อย?1. ไข่มุกสีฟ้าครามที่ได้ ไม่ใช่แค่สีสันสังเคราะห์ แต่คือสีธรรมชาติจาก C-Phycocyanin มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสะ ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และชะลอวัย2. ประสบการณ์ที่คุณสร้างเองได้ เพราะมาในรูปแบบผง ทำให้จัดเก็บง่าย ยืดอายุการใช้งาน และที่สำคัญคือ ผู้บริโภคสามารถสนุกกับการเนรมิตไข่มุกสดได้ด้วยตัวเองที่บ้าน เปลี่ยนครัวธรรมดาให้เป็นห้องทดลองความอร่อย3. เป็นท็อปปิ้งในชานม เครื่องดื่มสุขภาพ ตกแต่งหน้าไอศกรีม หรือประดับบนขนมไทยร่วมสมัย…

  • ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูป นวัตกรรมอาหารเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตยุคใหม่

    ย้อนกลับ ซอสพริกนับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยชูรสชาติอาหารให้มีความสมบูรณ์แบบ แต่ในยุคที่ผู้คนเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ซอสพริกแบบดั้งเดิมนั้นมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องของน้ำหนักที่มาก อายุการเก็บรักษาที่จำกัดหากปราศจากสารกันบูด และความยุ่งยากในการพกพา ข้อจำกัดเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ท้าทายให้เราตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ความฉ่ำ ความหอม และความเผ็ดร้อนของซอสพริกยังคงอยู่ครบถ้วน ในรูปแบบที่เบาบาง เก็บได้นาน และพร้อมเดินทางไปทุกที่.คำตอบของความท้าทายนี้ไม่ได้อยู่ที่การต้มให้แห้งหรือคั่วด้วยความร้อนสูง ซึ่งจะทำลายเอกลักษณ์ของรสชาติ แต่คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรม การทำแห้งแบบโฟมแมท (Foam-Mat Drying) กระบวนการนี้เริ่มต้นอย่างประณีตด้วยการนำซอสพริกมาตีให้เกิดฟองละเอียดเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ก่อนนำไปอบแห้ง จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของนวัตกรรมนี้คือ การใช้อุณหภูมิที่ไม่สูงซึ่งช่วยถนอมคุณภาพอาหารและลดการเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาล (Browning Reaction) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ซอสพริกผง ที่ยังคงรักษาสีสันที่สดใส และกักเก็บสารให้กลิ่นรสอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ราวกับปรุงสุกใหม่ ๆ.นอกจากความโดดเด่นเรื่องการรักษากลิ่นและสีแล้ว นวัตกรรมนี้ยังมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมเมื่อถึงมือผู้ใช้งาน ด้วยโครงสร้างผงที่มีรูพรุนจากการตีฟอง ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถดูดน้ำกลับคืนได้เร็วผู้บริโภคเพียงแค่เติมน้ำอุ่นลงไป ผงซอสพริกก็จะคืนรูปกลับมาเป็นซอสที่มีความหนืด สีสัน และรสชาติเหมือนต้นตำรับในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในมิติใหม่ ๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นผงหมักเนื้อสัตว์ ผงโรยปรุงรสบนอาหารทอด หรือแม้แต่เป็นส่วนผสมในแป้งทอดกรอบและขนมขบเคี้ยว.ด้วยคุณสมบัติที่น้ำหนักเบา เก็บรักษาได้นาน และใช้งานสะดวก ซอสพริกผงกึ่งสำเร็จรูปจึงตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร (B2B) เช่น ร้านอาหารหรือสายการบินที่ต้องการควบคุมมาตรฐานรสชาติและลดต้นทุนโลจิสติกส์ กลุ่มนักเดินทางที่ต้องการพกพาเครื่องปรุงรสที่คุ้นเคยไปแคมป์ปิ้งหรือต่างประเทศโดยไม่ต้องกังวลเรื่องของเหลวหกเลอะเทอะ ไปจนถึงผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกรวดเร็วในการทำอาหารที่บ้าน.นวัตกรรมซอสพริกผงจากเทคโนโลยีโฟมแมท จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาข้อจำกัดของซอสพริกแบบเดิม ๆ…

  • พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม นวัตกรรมอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

    ย้อนกลับ พาสตาคืออาหารที่คนทั่วโลกรู้จัก แต่ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น อาหารจานโปรดนี้ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของคำถามที่เรียบง่าย คือ จะทำอย่างไรให้กินพาสตาอร่อยได้ทุกวัน โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพ? จุดเริ่มต้นของคำตอบอยู่ที่ผืนแผ่นดินไทย ทั้งข้าวกล้องที่เปี่ยมด้วยเส้นใยอาหาร และผักใบเขียวพื้นถิ่นที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุ ล้วนเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า ปัญหาคือกระบวนการแปรรูปอาหารทั่วไปมักทำลายคุณค่าเหล่านั้นไปก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายอีกสองด้านที่ไม่อาจมองข้าม ด้านแรกคือปัญหาการแพ้กลูเตน ซึ่งพบมากขึ้นในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ เพราะพาสตาทั่วไปทำจากแป้งสาลีซึ่งมีกลูเตนเป็นส่วนประกอบหลัก ด้านที่สองคือเรื่องการเก็บรักษา ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่อยู่ได้นานโดยไม่พึ่งพาสารกันเสีย เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้พร้อมกัน นักวิจัยจึงพัฒนา “พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม” ขึ้นมา จุดสำคัญของนวัตกรรมนี้คือกรรมวิธีการแปรรูปผักใบเขียวที่คิดค้นขึ้นเป็นการเฉพาะ ให้สามารถกักเก็บวิตามิน แร่ธาตุ และแคลเซียมไว้ในโครงสร้างของเส้นได้อย่างครบถ้วน ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นพาสตาที่มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม และโภชนาการที่โดดเด่นใน 3 ด้านหลัก คือ 1) ปริมาณแคลเซียมที่สูงกว่าพาสตาแป้งสาลีทั่วไปถึง 4 เท่า และสูงกว่าพาสตาข้าวกล้องธรรมดาถึง 3 เท่า เปลี่ยนอาหารธรรมดาให้เป็นอาหารที่เสริมสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง 2) การเป็น Gluten-Free 100% โดยธรรมชาติ เพราะใช้ข้าวกล้องเป็นฐาน ไม่ใช้แป้งสาลีเลย จึงปลอดภัยสำหรับทุกคนที่มีความไวต่อกลูเตน และ 3) สามารถเก็บรักษาได้นานถึง 6…

  • นํ้าไซเดอร์พร้อมดื่มจากข้าว ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยขมิ้นชัน

    ย้อนกลับ ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจและแหล่งอาหารหลักของคนไทย อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี ส่วนขมิ้นชันเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณในการบำบัดรักษามาช้านาน ภายในขมิ้นชันประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ที่เรียกว่า เคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีฤทธิ์ทางชีวภาพโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ แม้เคอร์คูมินอยด์จะมีคุณประโยชน์มหาศาลต่อร่างกาย แต่ในมุมมองของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์กลับพบอุปสรรคชิ้นใหญ่ ซึ่งสารชนิดนี้มีธรรมชาติที่ไม่ละลายน้ำและขาดความคงตัว สลายตัวได้ง่ายใน สภาพแวดล้อม หรือเมื่ออยู่ในรูปแบบของเหลว รวมทั้งกลิ่นที่รุนแรงของขมิ้น และการตะกอน ข้อจำกัดนี้ทำให้การนำสารสกัดจากขมิ้นชันมาผสานลงในเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink) กลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายนักวิจัยและนักพัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างยาวนาน จากข้อจำกัดดังกล่าว จึงเกิดแรงบันดาลใจในการคิดค้นกระบวนการและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของสารสกัดโดยตรง ด้วยจุดเด่นสำคัญ 3 ประการ1) ด้วยกรรมวิธีพิเศษที่ทำให้เคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชันละลายน้ำได้ดีเยี่ยมและมีความคงตัวสูงในสภาวะของเหลว2) สามารถรักษาเคอร์คูมินอยด์ให้คงอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้นานกว่า 1 ปี โดยที่ฤทธิ์ทางชีวภาพสำคัญ เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยังคงครบถ้วนสมบูรณ์3) เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างหลากหลาย ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีกลิ่นหอมและรสชาติดื่มง่าย พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทยในตลาดโลก.จากการค้นคว้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราได้สร้างสรรค์เครื่องดื่มที่มากกว่าแค่ดับกระหาย นํ้าไซเดอร์พร้อมดื่มจากข้าวไทย ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยขมิ้นชัน คือการนำพลังของน้ำส้มไซเดอร์หมักจากแป้งข้าว ที่ดูแลระบบนิเวศในลำไส้ มาจับคู่กับสารต้านอนุมูลอิสระจากเคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชัน ที่ผู้บริโภคจึงได้รับทั้งความสดชื่น รสชาติที่ดื่มง่าย และคุณประโยชน์ด้านสุขภาพที่ได้รับการการันตีด้วยวิทยาศาสตร์ว่าคงอยู่จริงตั้งแต่วันแรกจนตลอดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์นี้คือภาพสะท้อนของการนำ ภูมิปัญญาดั้งเดิมมาบรรจบกับนวัตกรรมล้ำสมัย เป็นการยกระดับแป้งข้าวและขมิ้นชันไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงรุก ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ นวัตกรรม : นํ้าไซเดอร์พร้อมดื่มจากข้าว ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยขมิ้นชันเลขที่คำขอ : 2203003073รางวัลระดับนานาชาติ :…

  • นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ (Bio-based Hydrogel Fire Extinguishing Powder)

    ย้อนกลับ อัคคีภัยเป็นภัยคุกคามที่สามารถสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน ในปัจจุบันการรับมือกับเหตุเพลิงไหม้มักพึ่งพาสารดับเพลิงแบบผงเคมีแห้งทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งแม้จะสามารถระงับเปลวไฟได้ในเบื้องต้น แต่เนื่องจากสารเคมีแบบเดิมไม่สามารถสกัดกั้นไอระเหยของเชื้อเพลิงได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดความร้อนที่ค่อนข้างต่ำ และยังคงมีความเสี่ยงสูงที่ไฟจะปะทุซ้ำขึ้นมาอีก.จากข้อจำกัดของสารดับเพลิงที่มีอยู่ในท้องตลาด ประกอบกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวัชพืชทางน้ำที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทีมผู้วิจัยจึงเกิดแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยความมุ่งมั่นที่จะทลายข้อจำกัดของผงเคมีแห้งแบบเดิม จึงนำไปสู่การค้นคว้าวัสดุทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่า จึงเกิดออกมาเป็น “ผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ” นวัตกรรมนี้เกิดจากการสกัดเซลลูโลสจากผักตบชวา เพื่อนำมาพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนภาพจำของสารเคมีดับเพลิงแบบเดิมสู่เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ก้าวหน้าและรักษ์โลก.นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุม โดยสามารถใช้ในการดับเพลิงประเภทไม้และกระดาษ (Class A) น้ำมัน (Class B) เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ (Class C) และน้ำมันประกอบอาหาร (Class K) โดยเมื่อทำปฏิกิริยากับความร้อนแล้วไม่ก่อให้เกิดก๊าซพิษ จึงปลอดภัยสูงสุดต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จุดเด่นที่โดดเด่นกว่าสารดับเพลิงเชิงพาณิชย์ทั่วไป ได้แก่ การนำเซลลูโลสจากผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชเหลือใช้มาอัปไซเคิลเป็นสารดับเพลิงชนิดใหม่ ประสิทธิภาพการดับเพลิงที่เร็วกว่าและลดอุณหภูมิผิวเชื้อเพลิงได้ดีกว่า MAP extinguishers ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกลไกการทำงานที่ชาญฉลาด กล่าวคือ เมื่อสัมผัสความร้อน สารจะเปลี่ยนสถานะเป็นฟิล์มไฮโดรเจลหนืดเคลือบผิวเชื้อเพลิง ตัดออกซิเจน และสกัดกั้นไอระเหยที่ติดไฟ ทำให้เปลวไฟดับเร็วและป้องกันการปะทุซ้ำของเชื้อเพลิงและไอระเหยที่ติดไฟได้.นวัตกรรมผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพนี้ พร้อมแล้วที่จะขยายผลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์จริงสำหรับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานดับเพลิง และประชาชนทั่วไป นับเป็นก้าวกระโดดของเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ปกป้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และโลกของเราไปพร้อมกัน.นวัตกรรม…