ปฏิวัติการยืดอายุพืชผลเกษตรด้วยนวัตกรรม “นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน”

image

ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตร ความสดใหม่คือมูลค่าที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเผชิญมาตลอดคือการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการเน่าเสียจากจุลินทรีย์ การสุกงอมที่เร็วเกินไป หรือการสูญเสียน้ำหนักที่ทำให้ผลผลิตดูไม่น่ารับประทาน เดิมทีการเคลือบผิวผักผลไม้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่นิยม แต่บ่อยครั้งสารเคลือบเหล่านั้นกลับทิ้งปัญหาไว้ เช่น คราบขาวที่ไม่สวยงาม ความเหนียวเหนอะหนะ หรือความกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค

การพัฒนานวัตกรรมนี้ เริ่มจากการนำเทคโนโลยีระดับนาโนมาประยุกต์ใช้ จนเกิดเป็น “นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน” (Nanocellulose Emulsion) นวัตกรรมวัสดุเคลือบผิวชีวภาพที่ได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง แนวคิดหลักคือการสร้างผิวให้กับผักและผลไม้ โดยใช้อนุภาคนาโนเซลลูโลสทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักในการกักเก็บสารสำคัญ จุดเด่นที่เหนือกว่าสารเคลือบทั่วไปอยู่ที่นวัตกรรมการกักเก็บสารออกฤทธิ์ เช่น โพลีโคซานอล (Policosanol) และไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) โดยเฉพาะโพลีโคซานอลที่จะถูกดูดซับอยู่บนพื้นผิวอนุภาคระดับนาโนเมตร ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องผลผลิตจากการสูญเสียน้ำหนักสด ทำให้ผลไม้ยังคงความเต่งตึงและสดใหม่ได้ยาวนานขึ้น

นวัตกรรมนี้ไม่ได้เพียงแค่เคลือบแต่ยังทำหน้าที่รักษาด้วยการผนวกไคโตซานเข้าไปในระบบอิมัลชัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านจุลินทรีย์จากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยับยั้งการเกิดโรคในผักผลไม้หลังเก็บเกี่ยวและชะลอการเน่าเสียได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญงานวิจัยนี้ได้แก้ Pain Point เดิมของผู้ใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยคุณสมบัติของฟิล์มที่บางเบาและมีความสม่ำเสมอ จึงลดปัญหาการเหนียวติด หรือการเกิดคราบขาว ที่มักพบบนผิวผักผลไม้จากการใช้สารเคลือบแบบเก่า ทำให้ผลผลิตดูสะอาด สวยงาม และน่ารับประทาน ทั้งในกลุ่มผักสด ผลไม้สด ไปจนถึงผลไม้แปรรูป

นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน จึงไม่ใช่เพียงแค่น้ำยาเคลือบผิว แต่คือนวัตกรรมที่ช่วยยืดเวลาแห่งความสดใหม่ ช่วยลดขยะอาหารจากการเน่าเสีย และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ด้วยวัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อดูแลผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืนและแท้จริง
.
Key Highlights
1) เป็นวัสดุสัมผัสอาหารระดับ GRAS (Generally Recognized as Safe) ปลอดภัยต่อการบริโภค
2) เทคโนโลยีกักเก็บสารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) เช่น โพลีโคซานอล บนพื้นผิวอนุภาคนาโน ช่วยลดการคายน้ำและคงน้ำหนักสด
3) ไคโตซาน ช่วยต้านจุลินทรีย์ ป้องกันโรคพืชหลังเก็บเกี่ยว และชะลอการสุก
4) ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทิ้งคราบขุยสีขาว ให้ผิวสัมผัสที่ดูเป็นธรรมชาติ
.
นวัตกรรม : นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน ยืดอายุผักผลไม้
เลขที่คำขอ : 2203001921
รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญเงิน งาน “The 48th International Exhibition of Inventions Geneva”
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1222984803105419/

ที่เกี่ยวข้อง

  • พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม นวัตกรรมอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

    ย้อนกลับ พาสตาคืออาหารที่คนทั่วโลกรู้จัก แต่ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น อาหารจานโปรดนี้ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของคำถามที่เรียบง่าย คือ จะทำอย่างไรให้กินพาสตาอร่อยได้ทุกวัน โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพ? จุดเริ่มต้นของคำตอบอยู่ที่ผืนแผ่นดินไทย ทั้งข้าวกล้องที่เปี่ยมด้วยเส้นใยอาหาร และผักใบเขียวพื้นถิ่นที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุ ล้วนเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า ปัญหาคือกระบวนการแปรรูปอาหารทั่วไปมักทำลายคุณค่าเหล่านั้นไปก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายอีกสองด้านที่ไม่อาจมองข้าม ด้านแรกคือปัญหาการแพ้กลูเตน ซึ่งพบมากขึ้นในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ เพราะพาสตาทั่วไปทำจากแป้งสาลีซึ่งมีกลูเตนเป็นส่วนประกอบหลัก ด้านที่สองคือเรื่องการเก็บรักษา ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่อยู่ได้นานโดยไม่พึ่งพาสารกันเสีย เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้พร้อมกัน นักวิจัยจึงพัฒนา “พาสตาผักใบเขียวเสริมแคลเซียม” ขึ้นมา จุดสำคัญของนวัตกรรมนี้คือกรรมวิธีการแปรรูปผักใบเขียวที่คิดค้นขึ้นเป็นการเฉพาะ ให้สามารถกักเก็บวิตามิน แร่ธาตุ และแคลเซียมไว้ในโครงสร้างของเส้นได้อย่างครบถ้วน ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นพาสตาที่มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม และโภชนาการที่โดดเด่นใน 3 ด้านหลัก คือ 1) ปริมาณแคลเซียมที่สูงกว่าพาสตาแป้งสาลีทั่วไปถึง 4 เท่า และสูงกว่าพาสตาข้าวกล้องธรรมดาถึง 3 เท่า เปลี่ยนอาหารธรรมดาให้เป็นอาหารที่เสริมสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง 2) การเป็น Gluten-Free 100% โดยธรรมชาติ เพราะใช้ข้าวกล้องเป็นฐาน ไม่ใช้แป้งสาลีเลย จึงปลอดภัยสำหรับทุกคนที่มีความไวต่อกลูเตน และ 3) สามารถเก็บรักษาได้นานถึง 6…

  • นวัตกรรมผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียม ผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่

    ย้อนกลับ แคลเซียม เป็นแร่ธาตุหลักที่จำเป็นต่อการสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูกและฟันของมนุษย์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคบางกลุ่มมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งแคลเซียมจากนมวัว เนื่องจากมีปัญหาภาวะการย่อยแลคโตส (Lactose Intolerance) หรือ มีวิถีชีวิตการบริโภคอาหารแบบมังสวิรัติ หรือแม้แต่ข้อจำกัดในการดูดซึมแคลเซียมสังเคราะห์ที่มักมีสารตกค้างและอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นแรงบันดาลใจในการคิดวิเคราะห์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ผักพื้นบ้านอย่างเช่น กวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ไม่ได้เป็นแค่วัตถุดิบในจานผัดน้ำมันหอย แต่ผักทั้ง 3 ชนิดนี้อุดมไปด้วยแคลเซียมธรรมชาติที่ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ทั่วไป ที่เรียกว่า Bioavailability สูง หรือพูดง่ายๆ ว่า “รับประทานแคลเซียมธรรมชาติเข้าไปแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้ได้จริง” เมื่อนำผักทั้ง 3 ชนิดมาผสมผสานกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่อุดมไปด้วยสาร Anthocyanin ให้สารสีม่วง ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ได้สูตรขนมขบเคี้ยวที่เสริมสร้างและป้องกันทั้งกระดูก ฟัน และเซลล์ในร่างกาย จากแนวคิดและแรงบันดาลใจนี้ ได้ถูกต่อยอดผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การอาหาร จนได้ “ผลิตภัณฑ์ผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียมผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่” นวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ในรูปแบบของแผ่นวาฟเฟิลที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง โดยผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นทางนวัตกรรมที่แตกต่างจากขนมขบเคี้ยวแบบเดิมๆ ดังนี้1. เป็นแหล่งรวมแคลเซียมธรรมชาติที่ได้จากผักกวางตุ้ง โหระพา และคะน้า ผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัย ทำให้แคลเซียมยังคงสภาพความสามารถในการละลายและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้เสริมสร้างกระดูกและฟันได้อย่างแท้จริง2. วาฟเฟิลแบบดั้งเดิมมีส่วนส่วนแป้งสาลี ซึ่งผู้บริโภคบางท่านแพ้กลูเตน แต่ด้วยสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ไม่มีแป้งสาลีเป็นส่วนผสม…

  • นวัตกรรมแห่งการปกป้องผิว ครีมกันแดดยับยั้งการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ

    ย้อนกลับ แสงแดดคือแหล่งกำเนิดพลังงานที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันรังสียูวีก็เป็นภัยเงียบที่คอยทำร้ายผิวพรรณของเราทุกวัน แม้หลายคนจะพยายามปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด แต่ปัญหาความร่วงโรยก่อนวัยก็ยังคงกวนใจอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะครีมกันแดดประเภท Physical Sunscreen ทั่วไป ที่มีส่วนผสมของซิงค์ออกไซด์ (ZnO) และไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) มักมีข้อบกพร่อง คือเมื่ออนุภาคเหล่านี้ดูดกลืนรังสียูวี จะเกิดปฏิกิริยาปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาบนผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวการทำร้ายคอลลาเจน ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำซ้ำซ้อน กลายเป็นว่าสิ่งที่เราใช้ปกป้องผิว กลับมีส่วนทำร้ายผิวเสียเอง.ทีมนักวิจัยจึงได้คิดค้นนวัตกรรมที่พลิกโฉมวงการครีมกันแดด ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นผิวของอนุภาคโลหะออกไซด์ (ZnO และ TiO2) โดยใช้วัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อผิวมาเคลือบในลักษณะฟิล์มบางระดับนาโน นวัตกรรมนี้ช่วยยับยั้งการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ ในขณะที่ตัวสารกำลังดูดกลืนรังสียูวีได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ผิวไม่ถูกทำร้ายจากกลไกของสารกันแดด นอกจากนี้ โครงสร้างพิเศษดังกล่าวยังมอบการปกป้องที่ครอบคลุม ทั้งรังสี UVA, UVB และช่วงแสงสีน้ำเงิน (Blue Light) จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.ไม่เพียงแค่ป้องกันแสงจากภายนอก แต่ผลิตภัณฑ์ยังได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วย ไลโคปีนคอมเพล็กซ์ชนิดละลายน้ำได้ (Water-Soluble Lycopene Complex) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก สารสกัดนี้จะทำหน้าที่ช่วยดักจับอนุมูลอิสระที่เล็ดลอดมาจากมลภาวะแวดล้อม พร้อมฟื้นบำรุงผิวให้คงความกระจ่างใสและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ.นวัตกรรมชิ้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น สกินแคร์ปกป้องผิวประจำวัน ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ กลุ่มคนเมืองและวัยทำงาน ที่ต้องเผชิญทั้งแสงแดด มลภาวะ และแสงสีน้ำเงินจากหน้าจอตลอดวัน กลุ่มคนที่ใส่ใจเรื่องการชะลอวัย ที่ต้องการปกป้องผิวจากริ้วรอยก่อนวัยอย่างจริงจัง…

  • นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมจากธรรมชาติ

    ย้อนกลับ แคลเซียมเป็นแร่ธาตุพื้นฐานที่ร่างกายต้องการสำหรับการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากยังคงขาดแคลเซียมและเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน แม้ธรรมชาติจะมอบผักใบเขียวซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดีมาให้ แต่วิถีชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบันทำให้การบริโภคผักในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการรายวันเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ จึงเกิดคำถามขึ้นคือ จะทำอย่างไรให้คุณค่าของผักใบเขียวถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพในรูปแบบที่เหมาะกับคนยุคใหม่ เมื่อมองไปที่ทางเลือกในท้องตลาด ก็พบข้อจำกัดสองด้านที่ชัดเจน ด้านแรกคือแคลเซียมสังเคราะห์ที่มีจำหน่ายทั่วไป ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีและอาจก่อผลข้างเคียงหากสะสมมากเกินไป ด้านที่สองคือผลิตภัณฑ์ผักผงอบแห้งที่มีอยู่แล้ว แต่กระบวนการผลิตแบบเดิมยังไม่สามารถรักษาปริมาณแคลเซียมไว้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคต้องดื่มในปริมาณมากเพื่อให้ได้แคลเซียมที่พอเพียง จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาตลอดกระบวนการผลิต เริ่มตั้งแต่การควบคุมสภาวะการปลูกอย่างพิถีพิถันเพื่อกระตุ้นให้พืชสะสมแคลเซียมตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญกว่านั้นคือการคิดค้น “กระบวนการสกัดด้วยอัลคาไลน์ร่วมกับความร้อน” ซึ่งสามารถสลายโครงสร้างผนังเซลล์พืชที่ยึดจับแคลเซียมไว้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้แคลเซียมอิสระถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีจุดเด่น คือปริมาณแคลเซียมที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับผงผักอบแห้งทั่วไป และการที่แคลเซียมจากธรรมชาตินี้ละลายน้ำได้ดีและร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์อย่างเห็นได้ชัด นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การอาหาร แต่คือการเปลี่ยนข้อจำกัดของธรรมชาติให้กลายเป็นโอกาส ส่งมอบแร่ธาตุบริสุทธิ์จากผืนดินสู่ร่างกายในรูปแบบที่สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นรากฐานของสุขภาพกระดูกที่ยั่งยืนในระยะยาวนวัตกรรม : อาหารเสริมแคลเซียมจากผักใบเขียวเลขที่คำขอ : 2203001696รางวัล : รางวัลเหรียญเงิน งาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New products” (iENA 2023)ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1355773129710019/

  • ปฏิวัติโภชนาการวิถีใหม่ด้วยเส้นใยรำข้าวจากกากรำข้าว

    ย้อนกลับ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอาหารที่ผูกพันกับข้าวได้หยั่งรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ในกระบวนการขัดสีเพื่อให้ได้เมล็ดข้าวขาว ส่วนของรำข้าวซึ่งเป็นแหล่งของใยอาหารและสารอาหารตามธรรมชาติ มักถูกนำไปใช้ในมูลค่าที่ไม่สูงนัก งานวิจัยนี้ จึงมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่ากากรำข้าวโดยพัฒนาเป็นแหล่งไฟเบอร์ธรรมชาติสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยการพัฒนาซุปแกงเลียงผงกึ่งสำเร็จรูปเสริมด้วยใยอาหารจากกากรำข้าวที่ผ่านกระบวนการดูดซับวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และแคลเซียม เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ การเสริมสารอาหารดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณสารอาหารในอาหาร มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาหรือป้องกันโรค ความโดดเด่นของนวัตกรรมอยู่ที่การประยุกต์ใช้ผลพลอยได้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผงกึ่งสำเร็จรูปที่สะดวกต่อการเตรียมและบริโภค โดยยังคงเอกลักษณ์ของรสชาติแกงเลียงซึ่งเป็นอาหารไทยดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์นี้สะท้อนแนวทางการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และศักยภาพเชิงพาณิชย์ สามารถต่อยอดในตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ และสอดคล้องกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า.นวัตกรรม : ไฟเบอร์ธรรมชาติจากกากรำข้าว เสริมวิตามินและแร่ธาตุเลขที่คำขอ : 2303001857, 2303002966รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัล Platinum Award และรางวัลเหรียญทอง งาน “2024 Kaohsiung International Invention and Design EXPO (KIDE)”ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/2024338344850468/

  • ยกระดับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ด้วยนวัตกรรมแป้งต้านอนุมูลอิสระ

    ย้อนกลับ ในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน ความท้าทายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการหาจุดสมดุลระหว่าง “สุนทรียภาพแห่งรสชาติ” และ “คุณประโยชน์ทางโภชนาการ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้รักสุขภาพ ทีมวิจัยของเราได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าว ด้วยการนำ “ไลโคปีน” (Lycopene) สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังจากธรรมชาติ มาเป็นกุญแจสำคัญ อย่างไรก็ตาม การนำไลโคปีนมาใช้ในกระบวนการแปรรูปอาหารนั้นมีความซับซ้อนสูง ทั้งปัญหาการละลายน้ำที่ทำได้ยาก และความไม่คงตัวของสารอาหารเมื่อโดนความร้อน เพื่อแก้ไข Pain Point ดังกล่าว งานวิจัยชิ้นนี้จึงเลือกใช้นวัตกรรม “สารประกอบเชิงซ้อนอนุภาคกักเก็บสารอาหารในระดับโมเลกุล” (Molecular Inclusion Complex) เข้ามาประยุกต์ใช้กระบวนการนี้เปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันทางโครงสร้างในระดับจุลภาค เพื่อกักเก็บโมเลกุลของไลโคปีนเอาไว้ ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ ทำให้ไลโคปีนที่เคยละลายน้ำยาก กลับมามีคุณสมบัติในการละลายน้ำที่ดีเยี่ยมและมีความคงตัวสูง แม้ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปหรือเก็บรักษาเป็นเวลานาน✨ Key Highlights & Innovations:1. ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าแป้งที่เติมไลโคปีนจากผักและผลไม้ในรูปแบบทั่วไปถึง 3 เท่า2. การปรับโครงสร้างโมเลกุลช่วยให้สารมีชีวปริมาณออกฤทธิ์สูง ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น3. สารออกฤทธิ์ชีวภาพมีความคงตัวสูงต่อสภาพแวดล้อม ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาโดยที่คุณค่าทางสารอาหารไม่สูญสลาย นวัตกรรมนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จในห้องปฏิบัติการ แต่คือการเปิดประตูบานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเบเกอรี่และอาหารเพื่อสุขภาพ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนเบเกอรี่ให้เป็นมากกว่าแค่ความอร่อย แต่คือแหล่งของสารอาหารที่ช่วยดูแลร่างกายได้อย่างยั่งยืน ชื่อนวัตกรรม : แป้งต้านอนุมูลอิสระเลขอนุสิทธิบัตร: 17577รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญเงิน…