นวัตกรรมถุงมือยางธรรมชาติผสมพอลิเมทิลมาทาคริเลต และนาโนซิลเวอร์

image

ในวงการแพทย์และอุตสาหกรรม ถุงมือยางธรรมชาติทำหน้าที่เหมือนผิวหนังชั้นที่สองที่คอยปกป้องมือผู้สวมใส่จากสิ่งสกปรกและสารอันตราย แต่เบื้องหลังการปกป้องนั้นกลับซ่อนปัญหาที่หลายคนมองข้าม การสวมถุงมือยางแนบสนิทกับผิวหนังเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองเนื่องจากการแพ้โปรตีนในน้ำยางธรรมชาติ ซึ่งมีอาการตั้งแต่เป็นผื่นคันจนกระทั่งการแพ้รุนแรงได้ นอกจากนี้พื้นผิวของถุงมือเองก็ยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียที่เกิดการสัมผัสขณะใช้งาน และเป็นขยะติดเชื้อเมื่อใช้งานแล้ว

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เราจะปรับปรุงวัสดุธรรมชาตินี้ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นได้อย่างไร คำตอบมาจากการผสานวิทยาศาสตร์พื้นผิวเข้ากับนาโนเทคโนโลยี โดยนำพอลิเมทิลเมทาคริเลต หรือ PMMA ผสมเข้าไปในแผ่นฟิล์มยางธรรมชาติ ผลที่ได้คือพื้นผิวของถุงมือมีความขรุขระในระดับจุลภาคเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยลดพื้นที่สัมผัสระหว่างผิวหนังกับเนื้อยาง ลดความเสี่ยงของการแพ้โปรตีนน้ำยางในนวัตกรรมถุงมือยางธรรมชาติผสมพอลิเมทิลมาทาคริเลต และนาโนซิลเวอร์

ยิ่งไปกว่านั้น การเสริมอนุภาคนาโนซิลเวอร์เข้าไปในโครงสร้างวัสดุยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอนุภาคเหล่านี้ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรียโดยตรง ผลการทดสอบยืนยันให้เห็นชัดเจน การผสม PMMA เพียงอย่างเดียวเพิ่มค่าความขรุขระพื้นผิวได้ 6.5% แต่เมื่อใช้ร่วมกับนาโนซิลเวอร์ ค่าดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นถึง 16% และนาโนซิลเวอร์ในสัดส่วนเพียง 1% ก็สามารถยับยั้งเชื้อ S. aureus และ E. coli ได้อย่างสมบูรณ์ภายใน 8 ชั่วโมง

ถุงมือยางธรรมชาติผสมพอลิเมทิลมาทาคริเลต และนาโนซิลเวอร์ จึงไม่ใช่แค่อุปกรณ์ป้องกันทั่วไป แต่เป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนข้อจำกัดของวัสดุธรรมชาติให้กลายเป็นจุดแข็ง มอบทั้งความปลอดภัย ความสบาย และสุขอนามัยที่เชื่อถือได้ให้กับผู้ใช้งานทุกคน

นวัตกรรม : ถุงมือยางธรรมชาติ
เลขที่อนุสิทธิบัตร : 14741
รางวัล : รางวัลเหรียญทองแดง และ รางวัลเชิดชูเกียรติ งาน Seoul International Invention Fair 2017
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/2495484727633378/

ที่เกี่ยวข้อง

  • |

    นวัตกรรมแห่งความเยาว์วัย ออร์คิด เอสเซน บูสเตอร์ แอนไทน์ เอจจิ้ง พลัส+

    ย้อนกลับ ในโลกของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ กล้วยไม้ช้างกระ (Rhynchostylis gigantea) ดอกไม้ป่าที่ผลิบานเพียงปีละครั้ง ส่งกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และยังคงความสดใสของกลีบดอกได้อย่างยาวนานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน คุณสมบัติอันน่าทึ่งนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้นักวิจัยตั้งคำถามว่า หากนำพลังแห่งการกักเก็บความสมบูรณ์นี้มาสู่ผิวพรรณมนุษย์ได้ ผลลัพธ์จะวิเศษเพียงใด.ผิวของเราต้องเผชิญอยู่สองตัวการหลัก ได้แก่ อนุมูลอิสระ และเอนไซม์อีลาสเทส (Elastase) ซึ่งทำหน้าที่ทำลายโครงสร้างอีลาสตินในชั้นผิว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดริ้วรอยตามวัย แต่ความท้าทายที่แท้จริงของเราไม่ได้อยู่แค่การหาสารสกัดมาต่อกรกับปัญหานี้ แต่อยู่ที่ข้อจำกัดของกระบวนการสกัดแบบดั้งเดิม ที่มักทำลายสารสำคัญอันบอบบางและทำให้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของกล้วยไม้ช้างกระจางหายไประหว่างกระบวนการ.เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคนี้ เราจึงใช้เทคโนโลยีคลื่นอัลตราโซนิกความถี่สูง (High-Frequency Ultrasonic Extraction) ซึ่งทำงานโดยสลายผนังเซลล์พืชอย่างนุ่มนวลแต่ทรงพลัง ช่วยให้สามารถสกัดสารฟีนอลิก (Phenolic compounds) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ในปริมาณที่เข้มข้นกว่าวิธีทั่วไป และยังลดระยะเวลาในการสกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนสามารถรักษากลิ่นหอมตามธรรมชาติของดอกกล้วยไม้ช้างกระไว้ได้อย่างครบถ้วน.ผลลัพธ์ของการค้นคว้าทั้งหมดจึงเกิดผลิตภัณฑ์ ออร์คิด เอสเซน บูสเตอร์ แอนไทน์ เอจจิ้ง พลัส สกินแคร์ที่อุดมด้วยสารฟีนอลิกจากกล้วยไม้ช้างกระ ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์อีลาสเทส เพื่อฟื้นฟูความยืดหยุ่นและลดเลือนริ้วรอยได้อย่างตรงจุด ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง (Dermatologist Tested) เป็นเครื่องยืนยันทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพ.นวัตกรรม : ออร์คิด เอสเซน บูสเตอร์ แอนไทน์ เอจจิ้ง พลัส+เลขที่อนุสิทธิบัตร : 16991รางวัล :…

  • |

    นวัตกรรมก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

    ย้อนกลับ รู้หรือไม่?ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตส้มโอรายใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการแปรรูป แต่มักมีเปลือกส้มโอหลงเหลือทิ้งไว้เป็นจำนวนมหาศาล สิ่งที่ดูเหมือนเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ กลับมีคุณค่าทางโภชนาการชั้นเยี่ยมที่รอให้เราค้นพบ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กคือวัฒนธรรมอาหารที่คนไทยคุ้นเคยมาตลอด แต่มีจุดอ่อนที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือคาร์โบไฮเดรตสูงและใยอาหารต่ำ ทำให้คนรักสุขภาพหลายคนต้องบอกลาเมนูโปรดนี้ไป โจทย์จึงตกมาที่นักวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้อาหารธรรมดาในชีวิตประจำวันกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ โดยไม่ต้องสูญเสียรสชาติที่คุ้นเคย คำตอบอยู่ที่ “เปลือกส้มโอ” ของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมแปรรูปที่ไม่มีใครสนใจ ทีมวิจัยนำสิ่งเหล่านี้มาสกัดเป็นใยอาหารบริสุทธิ์คุณภาพสูง แล้วผสานเข้าไปในเนื้อเส้นก๋วยเตี๋ยว ผลลัพธ์คือ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ ที่เปลี่ยนทุกคำที่กินให้ดูแลสุขภาพลำไส้ไปพร้อมกัน นวัตกรรมนี้ไม่ได้แค่ยกระดับเมนูโปรดของคนไทย แต่ยังเปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้มีคุณค่า แก้ปัญหาขยะและสุขภาพได้ในคราวเดียว นวัตกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งมอบคุณค่าที่จับต้องได้ใน 2 มิติ ได้แก่ 1) การเสริมใยอาหารจากส้มโอช่วยเพิ่มใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้สูงถึงร้อยละ 9.44 ซึ่งช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และเพิ่มประสิทธิภาพระบบขับถ่าย ทำให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นได้ในเมนูอาหารที่คุ้นเคย 2) ด้วยแนวคิด Zero Waste การนำกากส้มโอมาใช้ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง เกื้อหนุนเกษตรกรรายย่อย และลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ด้วยคุณสมบัติของใยอาหารจากส้มโอ ทั้งการอุ้มน้ำ การสร้างเนื้อสัมผัส และต้นทุนที่เข้าถึงได้ จึงสามารถนำไปต่อยอดนวัตกรรมนี้สู่อุตสาหกรรมอาหารในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มไฟเบอร์ กักเก็บความชุ่มชื้น และลดความแห้งกระด้างของเนื้อขนมปังหรือคุกกี้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ทำหน้าที่เป็นสารปรับปรุงโครงสร้างเพื่อสร้างความฉ่ำน้ำและเนื้อสัมผัสที่สมจริงยิ่งขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Plant-based หรือเพื่อแก้ไขปัญหาระบบขับถ่ายในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเสริมใยอาหารจากส้มโอ จึงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่…

  • |

    นวัตกรรมสิ่งทอนาโนคอมโพสิตโพลิเมอร์หน่วงไฟ เพื่อความปลอดภัยระดับอุตสาหกรรม

    ย้อนกลับ ในโลกอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวัสดุเเละนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่สร้างสรรค์ออกมาจากเเนวคิดเเละการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์มากมายในปัจจุบัน วัสดุบางชนิดมีความเป็นอันตรายจากการลุกไหม้ได้ง่ายเนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เเละการดับไฟที่ติดเเล้วของวัสดุดังกล่าวนี้ทำได้ยากมาก เนื่องจากเป็นวัสดุบางชนิดมีส่วนประกอบที่ซับซ้อนเเละสามารถสนับสนุนให้ไฟที่ลุกติดเเล้วมีความรุนเเรงเเละลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว เช่น มีสมบัติเส้นใย มีองค์ประกอบคาร์บอนสูง มีความพรุนของ ผิววัสดุสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะลุกติดไฟเเละลุกลามก่อให้เกิดอันตรายที่รุนเเรงตามไปด้วย โดยเฉพาะต่อทรัพย์สิน สิ่งเเวดล้อมเเละมนุษย์ ทั้งที่อยู่ในรูปความร้อน เปลวไฟ ประกายไฟ เเรงดันจากการระเบิดของวัสดุที่เผาไหม้ เเละก๊าซพิษต่างๆ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้วัสดุนั้นๆ สำหรับบุคลากรที่ทำงานอยู่บนความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นนักดับเพลิงที่ต้องเผชิญหน้ากับเพลิงไหม้ พ่อครัวที่ทำงานในครัวหรือผู้ที่ทำงานอุตสาหกรรม หรือช่างผู้เชี่ยวชาญหน้าเตาหลอมเเละอื่น ๆ ล้วนมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากเพลิงไหม้ ดังที่กล่าวมาข้างต้น แม้ความปลอดภัยจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอ ซึ่งการเข้าถึงอุปกรณ์ควบคุมเเละป้องกันไฟที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีราคาแพง ส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าสารหน่วงไฟและสิ่งทอชนิดพิเศษจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ในการป้องกันเพลิงไหม้ ซึ่งความเหลื่อมล้ำทางต้นทุนนี้ไม่เพียงเป็นภาระหนักของภาคธุรกิจ แต่ยังสร้างข้อจำกัดในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ข้อจำกัดนี้อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ จากความมุ่งมั่นที่จะลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการนำนวัตกรรมมาผสานเข้ากับเส้นใยผ้า ผลลัพธ์ที่ได้คือนวัตกรรม “นวัตกรรมผ้าทนไฟ สำหรับเหตุฉุกเฉินในอุตสาหกรรม” ซึ่งผลการศึกษามีผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างเกราะป้องกันระดับโมเลกุลด้วยการเคลือบชั้นฟิล์มบางระดับนาโน ลงบนผิวของเส้นใยผ้าโดยตรง ชั้นฟิล์มที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านี้ ทำหน้าที่เป็นฉนวนที่เปลี่ยนผ้าทอธรรมดาให้กลายเป็นชุดป้องกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงนวัตกรรมนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลงานวิจัย แต่คือทางออกที่ยั่งยืนแห่งอนาคต ด้วยจุดเด่นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่1) ชั้นฟิล์มนาโนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทนไฟและหน่วงไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผ้าทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดียิ่งขึ้น2) เมื่อเผชิญเหตุฉุกเฉิน…

  • |

    จากพืชพื้นถิ่นสู่นวัตกรรมชีวภาพ: การปลดล็อกศักยภาพ “บาทาทาซิน” ด้วยเทคโนโลยีไฟโตโซม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

    ย้อนกลับ ท่ามกลางความหลากหลายของผืนป่าไทย เราค้นพบขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่… ไม่ใช่ทองคำ แต่คือ “ว่านพระฉิม” สมุนไพรที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นักวิจัยค้นพบว่า ในว่านพระฉิมมีสารสำคัญที่ชื่อว่า “บาทาทาซิน” (Batatasin) ซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงมาก แต่ธรรมชาติก็สร้างกำแพงกั้นไว้… เพราะสารนี้มีข้อจำกัดเรื่อง “ความบริสุทธิ์” และที่สำคัญคือ “ร่างกายดูดซึมได้ยาก” ทีมวิจัยของเราไม่ได้หยุดแค่การค้นพบ แต่เรามุ่งมั่นที่นำของดีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเราเริ่มต้นที่ต้นน้ำ ด้วยการใช้คลื่นอัลตราโซนิกเข้าไปกระตุ้นเซลล์พืชอย่างนุ่มนวล เพื่อดึงสารบาทาทาซินออกมาให้ได้ความบริสุทธิ์สูงสุด โดยไม่ทำลายโครงสร้างสำคัญ เมื่อได้สารสกัดบริสุทธิ์แล้ว เราจึงนำเทคโนโลยี ไฟโตโซม (Phytosome) เข้ามาแก้ปัญหา ลองจินตนาการว่าสารสำคัญคือผู้โดยสาร VIP และไฟโตโซมคือรถลีมูซีนส่วนตัวที่ห่อหุ้มสารสำคัญด้วยฟอสโฟลิปิด (เลียนแบบผนังเซลล์มนุษย์) ทำหน้าที่เป็นบัตรผ่านทางพิเศษพาบาทาทาซินทะลุผ่านระบบทางเดินอาหาร เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าเดิมหลายเท่าตัว Key Highlights1) ค่าชีวประสิทธิผล (Bioavailability) ที่สูงขึ้น ร่างกายจึงนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ2) เป็นทางเลือกใหม่ที่ทรงพลังสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อเราผสานภูมิปัญญาแห่งพืชพันธุ์เข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเราสามารถเปลี่ยนสมุนไพรท้องถิ่น ให้กลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน นวัตกรรม : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบาทาทาซินจากว่านพระฉิมเลขที่คำขอ : 403000912รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญทอง งาน The…

  • |

    นวัตกรรมแห่งการปกป้องผิว ครีมกันแดดยับยั้งการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ

    ย้อนกลับ แสงแดดคือแหล่งกำเนิดพลังงานที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันรังสียูวีก็เป็นภัยเงียบที่คอยทำร้ายผิวพรรณของเราทุกวัน แม้หลายคนจะพยายามปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด แต่ปัญหาความร่วงโรยก่อนวัยก็ยังคงกวนใจอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะครีมกันแดดประเภท Physical Sunscreen ทั่วไป ที่มีส่วนผสมของซิงค์ออกไซด์ (ZnO) และไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) มักมีข้อบกพร่อง คือเมื่ออนุภาคเหล่านี้ดูดกลืนรังสียูวี จะเกิดปฏิกิริยาปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาบนผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวการทำร้ายคอลลาเจน ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำซ้ำซ้อน กลายเป็นว่าสิ่งที่เราใช้ปกป้องผิว กลับมีส่วนทำร้ายผิวเสียเอง.ทีมนักวิจัยจึงได้คิดค้นนวัตกรรมที่พลิกโฉมวงการครีมกันแดด ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นผิวของอนุภาคโลหะออกไซด์ (ZnO และ TiO2) โดยใช้วัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อผิวมาเคลือบในลักษณะฟิล์มบางระดับนาโน นวัตกรรมนี้ช่วยยับยั้งการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ ในขณะที่ตัวสารกำลังดูดกลืนรังสียูวีได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ผิวไม่ถูกทำร้ายจากกลไกของสารกันแดด นอกจากนี้ โครงสร้างพิเศษดังกล่าวยังมอบการปกป้องที่ครอบคลุม ทั้งรังสี UVA, UVB และช่วงแสงสีน้ำเงิน (Blue Light) จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.ไม่เพียงแค่ป้องกันแสงจากภายนอก แต่ผลิตภัณฑ์ยังได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วย ไลโคปีนคอมเพล็กซ์ชนิดละลายน้ำได้ (Water-Soluble Lycopene Complex) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก สารสกัดนี้จะทำหน้าที่ช่วยดักจับอนุมูลอิสระที่เล็ดลอดมาจากมลภาวะแวดล้อม พร้อมฟื้นบำรุงผิวให้คงความกระจ่างใสและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ.นวัตกรรมชิ้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น สกินแคร์ปกป้องผิวประจำวัน ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ กลุ่มคนเมืองและวัยทำงาน ที่ต้องเผชิญทั้งแสงแดด มลภาวะ และแสงสีน้ำเงินจากหน้าจอตลอดวัน กลุ่มคนที่ใส่ใจเรื่องการชะลอวัย ที่ต้องการปกป้องผิวจากริ้วรอยก่อนวัยอย่างจริงจัง…

  • |

    นวัตกรรมเยลลี่ว่านหางจระเข้เสริมไบโอพอลิเมอร์จากสาหร่ายสไปรูลิน่า

    ย้อนกลับ ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) พืชสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานในฐานะผู้เยียวยาและปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร และสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina) ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารมหาศาล การนำภูมิปัญญาจากความสมบูรณ์ของทั้งสองแหล่งนี้มาบรรจบกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตแห่งอนาคต แม้วัตถุดิบทั้งสองชนิดนี้จะมีสรรพคุณที่ชัดเจน แต่ความท้าทายสำคัญในโลกปัจจุบันคือเราจะส่งมอบวัตถุดิบเหล่านี้ให้เข้าถึงวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างไร ในยุคที่ผู้คนต่างมองหาผลิตภัณฑ์ที่พกพาสะดวก รับประทานง่าย และมีรสสัมผัสที่รื่นรมย์ ในขณะเดียวกัน กระบวนการแปรรูปก็จะต้องไม่ทำลายสารสำคัญทางชีวภาพอันบอบบางเหล่านั้นทิ้งไป การนำเสนอในรูปแบบเดิม ๆ จึงอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต จากโจทย์ที่ท้าทาย สู่การรังสรรค์นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การอาหารที่ก้าวล้ำ นักวิจัยได้ดึงเอาศักยภาพของสาหร่ายสไปรูลิน่าออกมาในรูปแบบของ ไบโอพอลิเมอร์ (Biopolymer) ซึ่งเป็นสารประกอบชีวภาพที่อัดแน่นไปด้วยสรรพคุณทางยา นำมาผสานเข้ากับเนื้อสัมผัสอันนุ่มนวล ชุ่มชื้น และเป็นมิตรต่อกระเพาะอาหารของว่านหางจระเข้ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เยลลี่ว่านหางจระเข้เสริมไบโอพอลิเมอร์จากสาหร่ายสไปรูลิน่า ที่ก้าวข้ามกรอบของขนมทานเล่น สู่การเป็นอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ที่ดูแลสุขภาพ ผลลัพธ์จากการบูรณาการทางวิทยาศาสตร์นี้ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดเด่นทางนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรมและน่าทึ่ง1) ไบโอพอลิเมอร์จากสาหร่ายสไปรูลิน่า มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ป้องกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulant) ต้านทานไวรัส (antiviral) และต้านแบคทีเรีย (antibacterial)2) การทำงานผสานกับเนื้อว่านหางจระเข้แท้ ช่วยปลอบประโลมและส่งเสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มอบความสมดุลจากภายในสู่ภายนอก3) นวัตกรรมส่วนผสมไบโอพอลิเมอร์ในรูปแบบเยลลี่นี้ ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในผลิตภัณฑ์อาหารอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย…