ปฏิวัติรูปแบบความอร่อย…ด้วยนวัตกรรมผงไข่มุกสไปรูลิน่า

image

ภายใต้ความเรียบง่ายของสิ่งมีชีวิตโบราณอย่าง “สาหร่ายสไปรูลิน่า” (Spirulina) หลายท่านอาจคุ้นเคยกับภาพลักษณ์ของอาหารเสริมสีเขียวเข้ม แต่แท้จริงแล้ว ภายในนั้นซ่อนความมหัศจรรย์ทางชีวภาพที่ล้ำค่ายิ่งกว่า นั่นคือ “ซี-ไฟโคไซยานิน” (C-Phycocyanin) รงควัตถุสีฟ้าบริสุทธิ์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง

โจทย์ท้าทายของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ ทำอย่างไรให้เราสามารถนำคุณค่าจากธรรมชาติ มาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารได้อย่างรื่นรมย์และทันสมัย? นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมผงไข่มุกกึ่งสำเร็จรูปเสริมซี-ไฟโคไซยานินจากสาหร่ายสไปรูลิน่า ผลงานที่ผสานศาสตร์แห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน

ทีมวิจัยได้นำเทคนิคขั้นสูงทางวิทยาศาสตร์การอาหารอย่าง สเฟียริฟิเคชัน (Spherification) ที่นิยมใช้ในร้านอาหารระดับ Fine Dining มาประยุกต์ใช้ โดยผ่านการควบคุมสภาวะการผลิตอย่างแม่นยำด้วยวิธี Taguchi Method เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่นวัตกรรมที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่แค่เม็ดไข่มุก เราได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบ ผงกึ่งสำเร็จรูป (Semi-finished Powder)

ทำไมสิ่งนี้จึงเรียกว่าการ “ปฏิวัติ” รูปแบบความอร่อย?
1. ไข่มุกสีฟ้าครามที่ได้ ไม่ใช่แค่สีสันสังเคราะห์ แต่คือสีธรรมชาติจาก C-Phycocyanin มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสะ ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และชะลอวัย
2. ประสบการณ์ที่คุณสร้างเองได้ เพราะมาในรูปแบบผง ทำให้จัดเก็บง่าย ยืดอายุการใช้งาน และที่สำคัญคือ ผู้บริโภคสามารถสนุกกับการเนรมิตไข่มุกสดได้ด้วยตัวเองที่บ้าน เปลี่ยนครัวธรรมดาให้เป็นห้องทดลองความอร่อย
3. เป็นท็อปปิ้งในชานม เครื่องดื่มสุขภาพ ตกแต่งหน้าไอศกรีม หรือประดับบนขนมไทยร่วมสมัย ไข่มุกสีฟ้านี้ก็พร้อมเปลี่ยนเมนูเดิม ๆ ให้กลายเป็นงานศิลปะที่ทานได้ทันที

นวัตกรรมผงไข่มุกสไปรูลิน่านี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสุขภาพและสุนทรียภาพ สามารถดำเนินไปด้วยกันได้ เป็นการยกระดับวัตถุดิบทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้คน และเปิดมิติใหม่ของการบริโภคสาหร่ายสไปรูลิน่าในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

นวัตกรรม : ผงไข่มุกกึ่งสำเร็จรูปเสริมซี-ไฟโคไซยานินจากสาหร่ายสไปรูลิน่า
เลขที่คำขอ : 2103002393
รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญทอง งาน The 8th Chian (Shanghai) International Invention & Innovation EXPO 2025
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/895200633209622/

ที่เกี่ยวข้อง

  • ปฏิวัติการยืดอายุพืชผลเกษตรด้วยนวัตกรรม “นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน”

    ย้อนกลับ ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตร ความสดใหม่คือมูลค่าที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเผชิญมาตลอดคือการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการเน่าเสียจากจุลินทรีย์ การสุกงอมที่เร็วเกินไป หรือการสูญเสียน้ำหนักที่ทำให้ผลผลิตดูไม่น่ารับประทาน เดิมทีการเคลือบผิวผักผลไม้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่นิยม แต่บ่อยครั้งสารเคลือบเหล่านั้นกลับทิ้งปัญหาไว้ เช่น คราบขาวที่ไม่สวยงาม ความเหนียวเหนอะหนะ หรือความกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค การพัฒนานวัตกรรมนี้ เริ่มจากการนำเทคโนโลยีระดับนาโนมาประยุกต์ใช้ จนเกิดเป็น “นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน” (Nanocellulose Emulsion) นวัตกรรมวัสดุเคลือบผิวชีวภาพที่ได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง แนวคิดหลักคือการสร้างผิวให้กับผักและผลไม้ โดยใช้อนุภาคนาโนเซลลูโลสทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักในการกักเก็บสารสำคัญ จุดเด่นที่เหนือกว่าสารเคลือบทั่วไปอยู่ที่นวัตกรรมการกักเก็บสารออกฤทธิ์ เช่น โพลีโคซานอล (Policosanol) และไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) โดยเฉพาะโพลีโคซานอลที่จะถูกดูดซับอยู่บนพื้นผิวอนุภาคระดับนาโนเมตร ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องผลผลิตจากการสูญเสียน้ำหนักสด ทำให้ผลไม้ยังคงความเต่งตึงและสดใหม่ได้ยาวนานขึ้น นวัตกรรมนี้ไม่ได้เพียงแค่เคลือบแต่ยังทำหน้าที่รักษาด้วยการผนวกไคโตซานเข้าไปในระบบอิมัลชัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านจุลินทรีย์จากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยับยั้งการเกิดโรคในผักผลไม้หลังเก็บเกี่ยวและชะลอการเน่าเสียได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญงานวิจัยนี้ได้แก้ Pain Point เดิมของผู้ใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยคุณสมบัติของฟิล์มที่บางเบาและมีความสม่ำเสมอ จึงลดปัญหาการเหนียวติด หรือการเกิดคราบขาว ที่มักพบบนผิวผักผลไม้จากการใช้สารเคลือบแบบเก่า ทำให้ผลผลิตดูสะอาด สวยงาม และน่ารับประทาน ทั้งในกลุ่มผักสด ผลไม้สด ไปจนถึงผลไม้แปรรูป นาโนเซลลูโลสอิมัลชัน จึงไม่ใช่เพียงแค่น้ำยาเคลือบผิว แต่คือนวัตกรรมที่ช่วยยืดเวลาแห่งความสดใหม่ ช่วยลดขยะอาหารจากการเน่าเสีย และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ด้วยวัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อดูแลผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืนและแท้จริง.Key…

  • จากพืชพื้นถิ่นสู่นวัตกรรมชีวภาพ: การปลดล็อกศักยภาพ “บาทาทาซิน” ด้วยเทคโนโลยีไฟโตโซม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

    ย้อนกลับ ท่ามกลางความหลากหลายของผืนป่าไทย เราค้นพบขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่… ไม่ใช่ทองคำ แต่คือ “ว่านพระฉิม” สมุนไพรที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นักวิจัยค้นพบว่า ในว่านพระฉิมมีสารสำคัญที่ชื่อว่า “บาทาทาซิน” (Batatasin) ซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงมาก แต่ธรรมชาติก็สร้างกำแพงกั้นไว้… เพราะสารนี้มีข้อจำกัดเรื่อง “ความบริสุทธิ์” และที่สำคัญคือ “ร่างกายดูดซึมได้ยาก” ทีมวิจัยของเราไม่ได้หยุดแค่การค้นพบ แต่เรามุ่งมั่นที่นำของดีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเราเริ่มต้นที่ต้นน้ำ ด้วยการใช้คลื่นอัลตราโซนิกเข้าไปกระตุ้นเซลล์พืชอย่างนุ่มนวล เพื่อดึงสารบาทาทาซินออกมาให้ได้ความบริสุทธิ์สูงสุด โดยไม่ทำลายโครงสร้างสำคัญ เมื่อได้สารสกัดบริสุทธิ์แล้ว เราจึงนำเทคโนโลยี ไฟโตโซม (Phytosome) เข้ามาแก้ปัญหา ลองจินตนาการว่าสารสำคัญคือผู้โดยสาร VIP และไฟโตโซมคือรถลีมูซีนส่วนตัวที่ห่อหุ้มสารสำคัญด้วยฟอสโฟลิปิด (เลียนแบบผนังเซลล์มนุษย์) ทำหน้าที่เป็นบัตรผ่านทางพิเศษพาบาทาทาซินทะลุผ่านระบบทางเดินอาหาร เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าเดิมหลายเท่าตัว Key Highlights1) ค่าชีวประสิทธิผล (Bioavailability) ที่สูงขึ้น ร่างกายจึงนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ2) เป็นทางเลือกใหม่ที่ทรงพลังสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อเราผสานภูมิปัญญาแห่งพืชพันธุ์เข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเราสามารถเปลี่ยนสมุนไพรท้องถิ่น ให้กลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน นวัตกรรม : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบาทาทาซินจากว่านพระฉิมเลขที่คำขอ : 403000912รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญทอง งาน The…

  • ปลดล็อกคุณค่าแห่งไลโคปีน สู่นวัตกรรมเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวมเสริมไลโคปีนเบต้ากลูแคน

    ย้อนกลับ ไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่โดดเด่นเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายมิติ ทั้งช่วยลดการอักเสบและมีส่วนช่วยต้านมะเร็ง แต่ถึงแม้จะมีประโยชน์มากมาย การนำไลโคปีนมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกลับมีความท้าทายสูง เนื่องจากไลโคปีนมีข้อจำกัดทางธรรมชาติคือ เสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อเจอแสงแดดและออกซิเจน อีกทั้งยังไม่ละลายน้ำ ทำให้มักจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารไปมากในระหว่างขั้นตอนการผลิตและการเก็บรักษา . ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ โดยนำไลโคปีนที่สกัดได้จากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าว มาผ่านเทคโนโลยีการสร้างสารประกอบเชิงซ้อน (Complexation) ร่วมกับเบต้า-กลูแคน ซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ธรรมชาติ เทคโนโลยีนี้ช่วยปรับโครงสร้างให้ไลโคปีนสามารถกระจายตัวและละลายในน้ำได้ดีขึ้นอย่างมาก และมีความคงตัวที่ยาวนาน โดยโครงสร้างของเบต้า-กลูแคน จะช่วยปกป้องไลโคปีนจากสภาพแวดล้อม ทำให้สารอาหารมีความคงตัว ไม่เสื่อมสภาพง่าย และยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง สูตรนี้ยังเลือกใช้อิริทริทอล (Erythritol) เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอีกด้วย . นวัตกรรมดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเชิงหน้าที่ (Functional food ingredient) โดยทำหน้าที่พาคุณประโยชน์ของทั้งไลโคปีนและเบต้า-กลูแคนเข้าสู่ร่างกาย ผลิตภัณฑ์นี้มุ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องการรับประโยชน์จากไลโคปีนแต่ไม่ชื่นชอบกลิ่นหรือรสชาติของมะเขือเทศ . ในด้านการนำไปประยุกต์ใช้จริง สารประกอบเชิงซ้อนนี้สามารถนำไปผสมผสานในกระบวนการผลิตน้ำผลไม้รวม โดยผ่านขั้นตอนการทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน (Homogenization) และการพาสเจอไรซ์ (Pasteurization) จนออกมาเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งสามารถคงคุณค่าของสารออกฤทธิ์ไว้ได้อย่างครบถ้วนตลอดอายุการวางจำหน่าย นับเป็นความสำเร็จในการเปลี่ยนข้อจำกัดทางกายภาพให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ทั้งดื่มง่าย อร่อย และอัดแน่นไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างแท้จริง . นวัตกรรม :…

  • เคอคูมา คลีนซิ่ง แคปซูล

    ย้อนกลับ ขมิ้นชัน ว่านนางคำ และไพล คือ พืชที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเรื่องของการดูแลผิวพรรณ ด้วยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ ทำให้พืชวงศ์ขิงเหล่านี้เปี่ยมไปด้วยสารสำคัญที่ช่วยปลอบประโลมและฟื้นฟูผิว แต่ก็ข้อจำกัดทางวิทยาศาสตร์คือ สารสกัดจากธรรมชาติมักมีความคงตัวต่ำ สูญเสียประสิทธิภาพได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ แสง หรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวในรูปแบบดั้งเดิมมักมาในรูปแบบของเหลวที่ยากต่อการพกพา หรือรูปแบบผงที่ใช้งานไม่สะดวกและเสี่ยงต่อการปนเปื้อน ผู้บริโภคยุคใหม่จึงต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านประสิทธิภาพที่คงที่ และความสะดวกสบายในการใช้งาน จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการผสานวิทยาการขั้นสูงเข้ากับธรรมชาติ นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่ในรูปไมโครแคปซูล” (Microencapsulation Technology) ซึ่งนวัตกรรมนี้ช่วยให้ป้องกันการเสื่อมสลายของสารสำคัญและเพิ่มความคงตัว ที่สำคัญไมโครแคปซูลเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้สามารถละลายน้ำได้ อย่างสมบูรณ์แบบ จุดเด่นแห่งนวัตกรรม 1) สารออกฤทธิ์จากไพลและขมิ้นชัน ทำหน้าที่ร่วมกันในการปลอบประโลมผิว ลดรอยแดง และบรรเทาอาการอักเสบที่เกิดจากมลภาวะหรือสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) คุณสมบัติของว่านนางคำและขมิ้นชัน ช่วยปกป้องผิวจากความร่วงโรยก่อนวัยที่เกิดจากอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งยับยั้งแบคทีเรียและจุลินทรีย์อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ทำให้ผิวสะอาดล้ำลึกและมีสุขภาพดี เคอคูมา คลีนซิ่ง แคปซูล จึงเป็นผลิตภัณฑ์ผงล้างหน้าที่ไม่เพียงแต่กักเก็บคุณค่าบริสุทธิ์จาก ขมิ้นชัน ว่านนางคำ และไพล ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังมอบประสบการณ์ใหม่ในการทำความสะอาดผิว นี่คือนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อวิถีชีวิตยุคใหม่ มอบความสะดวกสบาย พกพาง่าย และใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกที่ทุกเวลา เป็นการต่อยอดมรดกทางภูมิปัญญาไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เพื่อผิวที่สะอาด กระจ่างใส และแข็งแรงอย่างยั่งยืนนวัตกรรม : เคอคูมา…

  • ไอศกรีมเสริมสารสกัดจากกากชีวมวลสาหร่ายสไปรูลิน่า เปลี่ยนไอศกรีมให้เป็นมากกว่าความอร่อย

    ย้อนกลับ ไอศกรีมมักถูกจดจำในฐานะขนมหวานที่มอบความสุข ความอร่อย และความสดชื่นในทุกครั้งที่ลิ้มลอง แต่ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาหารจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบสนองความอร่อยเท่านั้น หากยังสามารถพัฒนาให้มีคุณค่าและสอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืนได้.แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา ไอศกรีมเสริมสารสกัดจากกากชีวมวลสาหร่ายสไปรูลิน่า โดยนำกากชีวมวลที่เหลือจากกระบวนการสกัดสารซี-ไฟโคไซยานินกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง เนื่องจากวัตถุดิบดังกล่าวยังคงมีองค์ประกอบทางโภชนาการและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่น่าสนใจ จึงมีศักยภาพในการต่อยอดเป็นส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือก.นวัตกรรมนี้ใช้เทคโนโลยีการสกัดด้วยคลื่นอัลตราโซนิก เพื่อช่วยปลดปล่อยสารสำคัญจากกากชีวมวล ก่อนนำสารสกัดที่ได้มาเสริมในไอศกรีม ผลการทดสอบพบว่า ไอศกรีมที่พัฒนาขึ้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH โดยมีค่าการยับยั้งเท่ากับร้อยละ 52.47 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสารสกัดจากกากชีวมวลสไปรูลิน่าในการใช้เป็นส่วนผสมเชิงหน้าที่ในผลิตภัณฑ์อาหาร.นอกจากผลการทดสอบด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแล้ว สารสกัดจากกากชีวมวลสไปรูลิน่ายังช่วยสร้างสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สีสังเคราะห์ในสูตรที่พัฒนาขึ้น ทำให้ไอศกรีมสูตรนี้ผสานความอร่อย คุณค่าจากวัตถุดิบชีวภาพ และแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไว้ด้วยกัน.ในมุมของการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมนี้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความอร่อยควบคู่กับวัตถุดิบจากธรรมชาติและแนวคิดความยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นเมนูสร้างสรรค์ในคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือธุรกิจบริการอาหารที่ต้องการนำเสนอเมนูที่แตกต่างและมีเรื่องราวด้านการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชีวภาพ.นวัตกรรมนี้จึงเป็นตัวอย่างของการนำกากชีวมวลจากกระบวนการสกัดสารซี-ไฟโคไซยานินกลับมาเพิ่มมูลค่า และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่เชื่อมโยงระหว่าง ความอร่อย คุณค่าจากวัตถุดิบธรรมชาติ และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้อย่างน่าสนใจ.นวัตกรรม : ไอศกรีมเสริมสารสกัดจากสาหร่ายสไปรูลิน่าเลขที่คำขอ : 2103002824รางวัล :รางวัลเหรียญเงิน และรางวัลเชิดชูเกียรติ งาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New products” (iENA 2023)ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้:…

  • นวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เครื่องดื่มพรีไบโอติกมาตรฐานโลก

    ย้อนกลับ รู้ในยุคที่กระแสสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ Functional Foods ประเทศไทยในฐานะเมืองเกษตรกรรมกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องมูลค่าผลผลิตที่ตกต่ำ โดยเฉพาะ กล้วยหอม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีผลผลิตส่วนเกินและราคาผันผวนตามฤดูกาล คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงได้เล็งเห็นโอกาสในการนำกล้วยหอมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่อุดมไปด้วยสารอาหาร มาแปรรูปเป็นผง รวมทั้งเพิ่มคุณค่าด้วยแป้งกล้วยน้ำว้าดิบซึ่งเป็นพรีไบโอติก ช่วยสนับสนุนการทำงานของจุลินทรีย์ในลำไส้ และงาขี้ม่อน ซูเปอร์ฟู้ดจากภาคเหนือของไทย มาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืนของเกษตรกรและสุขภาวะของผู้บริโภค โจทย์สำคัญของการพัฒนาเครื่องดื่มชนิดผงคือจะรักษาคุณค่าทางโภชนาการที่ไวต่อความร้อนให้คงอยู่ได้อย่างไร ซึ่งการอบแห้งแบบดั้งเดิมมักทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และลดประสิทธิภาพของพรีไบโอติก อีกทั้งปัญหาเรื่องการละลายน้ำที่ยากทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังเป็นความพยายามในการเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วยหอมเกรดที่ไม่สามารถส่งออกได้ เพื่อลดขยะหลังการเก็บเกี่ยว นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีการทำแห้งแบบโฟม (Foam Mat Drying – FMD) ซึ่งช่วยเปลี่ยนส่วนผสมให้เป็นผงที่มีโครงสร้างรูพรุนสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์ละลายน้ำได้ดีเยี่ยมกว่าการทำแห้งทั่วไป และสามารถกักเก็บสารอาหารสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน นวัตกรรมชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบของอาหาร แต่เป็นการส่งมอบพลังแห่งธรรมชาติ ผ่านจุดเด่นที่เหนือกว่า ได้แก่ (1) ธาตุเหล็กสูง (High Iron) ด้วยคุณสมบัติของงาขี้ม่อนที่เข้มข้น ทำให้หนึ่งหน่วยบริโภคให้ธาตุเหล็กสูง ช่วยเสริมสร้างระบบขนส่งออกซิเจนและภูมิคุ้มกันร่างกาย และ (2) พรีไบโอติกสูง (High Prebiotic) แป้งกล้วยหอมดิบอุดมไปด้วยแป้งทนต่อการย่อย (Resistant Starch) ทำหน้าที่เป็นอาหารให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ส่งเสริมระบบขับถ่ายและสุขภาพทางเดินอาหารอย่างยั่งยืน นวัตกรรมเครื่องดื่มกล้วยหอมผงกึ่งสำเร็จรูปเสริมงาขี้ม่อน มิได้เป็นเพียงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่เป็นโมเดลธุรกิจแบบ Omnichannel…