นํ้าไซเดอร์พร้อมดื่มจากข้าว ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยขมิ้นชัน

image

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจและแหล่งอาหารหลักของคนไทย อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดี ส่วนขมิ้นชันเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณในการบำบัดรักษามาช้านาน ภายในขมิ้นชันประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ที่เรียกว่า เคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีฤทธิ์ทางชีวภาพโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ

แม้เคอร์คูมินอยด์จะมีคุณประโยชน์มหาศาลต่อร่างกาย แต่ในมุมมองของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์กลับพบอุปสรรคชิ้นใหญ่ ซึ่งสารชนิดนี้มีธรรมชาติที่ไม่ละลายน้ำและขาดความคงตัว สลายตัวได้ง่ายใน สภาพแวดล้อม หรือเมื่ออยู่ในรูปแบบของเหลว รวมทั้งกลิ่นที่รุนแรงของขมิ้น และการตะกอน ข้อจำกัดนี้ทำให้การนำสารสกัดจากขมิ้นชันมาผสานลงในเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink) กลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายนักวิจัยและนักพัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างยาวนาน

จากข้อจำกัดดังกล่าว จึงเกิดแรงบันดาลใจในการคิดค้นกระบวนการและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของสารสกัดโดยตรง ด้วยจุดเด่นสำคัญ 3 ประการ
1) ด้วยกรรมวิธีพิเศษที่ทำให้เคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชันละลายน้ำได้ดีเยี่ยมและมีความคงตัวสูงในสภาวะของเหลว
2) สามารถรักษาเคอร์คูมินอยด์ให้คงอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้นานกว่า 1 ปี โดยที่ฤทธิ์ทางชีวภาพสำคัญ เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยังคงครบถ้วนสมบูรณ์
3) เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างหลากหลาย ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีกลิ่นหอมและรสชาติดื่มง่าย พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทยในตลาดโลก
.
จากการค้นคว้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราได้สร้างสรรค์เครื่องดื่มที่มากกว่าแค่ดับกระหาย นํ้าไซเดอร์พร้อมดื่มจากข้าวไทย ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยขมิ้นชัน คือการนำพลังของน้ำส้มไซเดอร์หมักจากแป้งข้าว ที่ดูแลระบบนิเวศในลำไส้ มาจับคู่กับสารต้านอนุมูลอิสระจากเคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชัน ที่ผู้บริโภคจึงได้รับทั้งความสดชื่น รสชาติที่ดื่มง่าย และคุณประโยชน์ด้านสุขภาพที่ได้รับการการันตีด้วยวิทยาศาสตร์ว่าคงอยู่จริงตั้งแต่วันแรกจนตลอดอายุการเก็บรักษา
ผลิตภัณฑ์นี้คือภาพสะท้อนของการนำ ภูมิปัญญาดั้งเดิมมาบรรจบกับนวัตกรรมล้ำสมัย เป็นการยกระดับแป้งข้าวและขมิ้นชันไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเชิงรุก ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นวัตกรรม : นํ้าไซเดอร์พร้อมดื่มจากข้าว ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยขมิ้นชัน
เลขที่คำขอ : 2203003073
รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญทองแดง งาน “The 48thInternational Exhibition of Invention Geneva”
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7

ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: facebook.com/reel/1459751928962216/

ที่เกี่ยวข้อง

  • นวัตกรรมแห่งความเยาว์วัย ออร์คิด เอสเซน บูสเตอร์ แอนไทน์ เอจจิ้ง พลัส+

    ย้อนกลับ ในโลกของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ กล้วยไม้ช้างกระ (Rhynchostylis gigantea) ดอกไม้ป่าที่ผลิบานเพียงปีละครั้ง ส่งกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และยังคงความสดใสของกลีบดอกได้อย่างยาวนานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน คุณสมบัติอันน่าทึ่งนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้นักวิจัยตั้งคำถามว่า หากนำพลังแห่งการกักเก็บความสมบูรณ์นี้มาสู่ผิวพรรณมนุษย์ได้ ผลลัพธ์จะวิเศษเพียงใด.ผิวของเราต้องเผชิญอยู่สองตัวการหลัก ได้แก่ อนุมูลอิสระ และเอนไซม์อีลาสเทส (Elastase) ซึ่งทำหน้าที่ทำลายโครงสร้างอีลาสตินในชั้นผิว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดริ้วรอยตามวัย แต่ความท้าทายที่แท้จริงของเราไม่ได้อยู่แค่การหาสารสกัดมาต่อกรกับปัญหานี้ แต่อยู่ที่ข้อจำกัดของกระบวนการสกัดแบบดั้งเดิม ที่มักทำลายสารสำคัญอันบอบบางและทำให้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของกล้วยไม้ช้างกระจางหายไประหว่างกระบวนการ.เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคนี้ เราจึงใช้เทคโนโลยีคลื่นอัลตราโซนิกความถี่สูง (High-Frequency Ultrasonic Extraction) ซึ่งทำงานโดยสลายผนังเซลล์พืชอย่างนุ่มนวลแต่ทรงพลัง ช่วยให้สามารถสกัดสารฟีนอลิก (Phenolic compounds) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ในปริมาณที่เข้มข้นกว่าวิธีทั่วไป และยังลดระยะเวลาในการสกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนสามารถรักษากลิ่นหอมตามธรรมชาติของดอกกล้วยไม้ช้างกระไว้ได้อย่างครบถ้วน.ผลลัพธ์ของการค้นคว้าทั้งหมดจึงเกิดผลิตภัณฑ์ ออร์คิด เอสเซน บูสเตอร์ แอนไทน์ เอจจิ้ง พลัส สกินแคร์ที่อุดมด้วยสารฟีนอลิกจากกล้วยไม้ช้างกระ ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์อีลาสเทส เพื่อฟื้นฟูความยืดหยุ่นและลดเลือนริ้วรอยได้อย่างตรงจุด ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง (Dermatologist Tested) เป็นเครื่องยืนยันทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพ.นวัตกรรม : ออร์คิด เอสเซน บูสเตอร์ แอนไทน์ เอจจิ้ง พลัส+เลขที่อนุสิทธิบัตร : 16991รางวัล :…

  • นวัตกรรมแห่งการปกป้องผิว ครีมกันแดดยับยั้งการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ

    ย้อนกลับ แสงแดดคือแหล่งกำเนิดพลังงานที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันรังสียูวีก็เป็นภัยเงียบที่คอยทำร้ายผิวพรรณของเราทุกวัน แม้หลายคนจะพยายามปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด แต่ปัญหาความร่วงโรยก่อนวัยก็ยังคงกวนใจอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะครีมกันแดดประเภท Physical Sunscreen ทั่วไป ที่มีส่วนผสมของซิงค์ออกไซด์ (ZnO) และไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) มักมีข้อบกพร่อง คือเมื่ออนุภาคเหล่านี้ดูดกลืนรังสียูวี จะเกิดปฏิกิริยาปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาบนผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวการทำร้ายคอลลาเจน ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำซ้ำซ้อน กลายเป็นว่าสิ่งที่เราใช้ปกป้องผิว กลับมีส่วนทำร้ายผิวเสียเอง.ทีมนักวิจัยจึงได้คิดค้นนวัตกรรมที่พลิกโฉมวงการครีมกันแดด ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นผิวของอนุภาคโลหะออกไซด์ (ZnO และ TiO2) โดยใช้วัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อผิวมาเคลือบในลักษณะฟิล์มบางระดับนาโน นวัตกรรมนี้ช่วยยับยั้งการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ ในขณะที่ตัวสารกำลังดูดกลืนรังสียูวีได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ผิวไม่ถูกทำร้ายจากกลไกของสารกันแดด นอกจากนี้ โครงสร้างพิเศษดังกล่าวยังมอบการปกป้องที่ครอบคลุม ทั้งรังสี UVA, UVB และช่วงแสงสีน้ำเงิน (Blue Light) จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.ไม่เพียงแค่ป้องกันแสงจากภายนอก แต่ผลิตภัณฑ์ยังได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วย ไลโคปีนคอมเพล็กซ์ชนิดละลายน้ำได้ (Water-Soluble Lycopene Complex) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก สารสกัดนี้จะทำหน้าที่ช่วยดักจับอนุมูลอิสระที่เล็ดลอดมาจากมลภาวะแวดล้อม พร้อมฟื้นบำรุงผิวให้คงความกระจ่างใสและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ.นวัตกรรมชิ้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น สกินแคร์ปกป้องผิวประจำวัน ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ กลุ่มคนเมืองและวัยทำงาน ที่ต้องเผชิญทั้งแสงแดด มลภาวะ และแสงสีน้ำเงินจากหน้าจอตลอดวัน กลุ่มคนที่ใส่ใจเรื่องการชะลอวัย ที่ต้องการปกป้องผิวจากริ้วรอยก่อนวัยอย่างจริงจัง…

  • วิถีแห่งพฤกษาผสานนวัตกรรมคลื่นเสียง สู่ผลิตภัณฑ์ว่านหางจระเข้พร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ

    ย้อนกลับ ว่านหางจระเข้ หรือ Aloe Vera พืชสีเขียวมรกตที่อุดมไปด้วยสรรพคุณทางยาอันเลื่องลือ ทว่าในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและการดูแลสุขภาพต้องก้าวเดินไปพร้อมกัน การบริโภคว่านหางจระเข้ในรูปแบบดั้งเดิมอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เร่งรีบและความต้องการคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน จึงเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ “ผลิตภัณฑ์เนื้อว่านหางจระเข้พร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ” ที่มิใช่เพียงเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่น แต่คือผลลัพธ์ของการผนวกศาสตร์แห่งธรรมชาติเข้ากับนวัตกรรม หัวใจสำคัญของการยกระดับผลิตภัณฑ์นี้คือการก้าวข้ามขีดจำกัดของการผลิตแบบเดิม ด้วยการนำนวัตกรรม เทคนิคคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound-Assisted Extraction) เข้ามาเป็นกระบวนการหลักในการสกัดสารสำคัญ โดยคลื่นเสียงจะทำหน้าที่สั่นสะเทือนเพื่อเปิดโครงสร้างเซลล์ของว่านหางจระเข้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำ ทำให้สามารถดึงสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด โดยยังคงความบริสุทธิ์ ปราศจากสารเคมีตกค้าง และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในระดับสูง ผลลัพธ์ที่ได้คือผลิตภัณฑ์ที่ผสานความสุนทรีย์ในการเคี้ยวจากเนื้อว่านหางจระเข้แท้ เข้ากับคุณค่าจากสารสกัดวุ้นว่านหางจระเข้ กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานที่สมบูรณ์แบบทั้งรสสัมผัสและสรรพคุณ จากการวิจัยพบว่ากระบวนการสกัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงนี้ สามารถคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม โดยมีค่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอยู่ที่ร้อยละ 23.27 ± 1.3 ตัวเลขนี้คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์นี้มีศักยภาพในการช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และสร้างสมดุลให้กับร่างกาย นอกจากนี้การผสานสารสกัดเข้มข้นยังช่วยทวีคูณอานุภาพแห่งการฟื้นฟูให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ตั้งแต่การสมานแผลในกระเพาะอาหารอย่างอ่อนโยน การเสริมเกราะภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง ไปจนถึงการกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวพรรณจากภายในสู่ภายนอก ผลิตภัณฑ์เนื้อว่านหางจระเข้พร้อมดื่มที่ผ่านกรรมวิธีคลื่นเสียงความถี่สูงนี้ จึงเป็นมากกว่าอาหารพร้อมทาน แต่คือสัญลักษณ์ของความใส่ใจที่ผสานภูมิปัญญาธรรมชาติเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่แสวงหาความสมดุลของสุขภาพและการใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิดที่ว่า “สุขภาพที่ดี คือรากฐานของชีวิตที่ยั่งยืน” นวัตกรรม : เนื้อว่านหางจระเข้พร้อมดื่มเพื่อสุขภาพเลขที่คำขอ : 2303002978รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญทองแดง และรางวัลเชิดชูเกียรติ งาน…

  • นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมจากธรรมชาติ

    ย้อนกลับ แคลเซียมเป็นแร่ธาตุพื้นฐานที่ร่างกายต้องการสำหรับการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากยังคงขาดแคลเซียมและเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน แม้ธรรมชาติจะมอบผักใบเขียวซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดีมาให้ แต่วิถีชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบันทำให้การบริโภคผักในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการรายวันเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ จึงเกิดคำถามขึ้นคือ จะทำอย่างไรให้คุณค่าของผักใบเขียวถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพในรูปแบบที่เหมาะกับคนยุคใหม่ เมื่อมองไปที่ทางเลือกในท้องตลาด ก็พบข้อจำกัดสองด้านที่ชัดเจน ด้านแรกคือแคลเซียมสังเคราะห์ที่มีจำหน่ายทั่วไป ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีและอาจก่อผลข้างเคียงหากสะสมมากเกินไป ด้านที่สองคือผลิตภัณฑ์ผักผงอบแห้งที่มีอยู่แล้ว แต่กระบวนการผลิตแบบเดิมยังไม่สามารถรักษาปริมาณแคลเซียมไว้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคต้องดื่มในปริมาณมากเพื่อให้ได้แคลเซียมที่พอเพียง จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาตลอดกระบวนการผลิต เริ่มตั้งแต่การควบคุมสภาวะการปลูกอย่างพิถีพิถันเพื่อกระตุ้นให้พืชสะสมแคลเซียมตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญกว่านั้นคือการคิดค้น “กระบวนการสกัดด้วยอัลคาไลน์ร่วมกับความร้อน” ซึ่งสามารถสลายโครงสร้างผนังเซลล์พืชที่ยึดจับแคลเซียมไว้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้แคลเซียมอิสระถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีจุดเด่น คือปริมาณแคลเซียมที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับผงผักอบแห้งทั่วไป และการที่แคลเซียมจากธรรมชาตินี้ละลายน้ำได้ดีและร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์อย่างเห็นได้ชัด นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การอาหาร แต่คือการเปลี่ยนข้อจำกัดของธรรมชาติให้กลายเป็นโอกาส ส่งมอบแร่ธาตุบริสุทธิ์จากผืนดินสู่ร่างกายในรูปแบบที่สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นรากฐานของสุขภาพกระดูกที่ยั่งยืนในระยะยาวนวัตกรรม : อาหารเสริมแคลเซียมจากผักใบเขียวเลขที่คำขอ : 2203001696รางวัล : รางวัลเหรียญเงิน งาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New products” (iENA 2023)ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม : หน่วยธุรกิจนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445286-7 ดูวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้: https://www.facebook.com/reel/1355773129710019/

  • ขนมขบเคี้ยวพอดีคำ เมื่อโภชนาการและพัฒนาการเดินไปด้วยกัน

    ย้อนกลับ ท่านเคยสังเกตไหมว่า เวลาเด็กๆ กินขนม สิ่งที่ผู้ปกครองกังวลมักเป็น 2 เรื่อง คือ “ประโยชน์” และ “ความปลอดภัย” แต่จะดีกว่าไหม…ถ้าของว่างที่เด็กชอบมีทั้งคุณค่าทางโภชนาการและช่วยส่งเสริมพัฒนาการไปพร้อมกัน จากคำถามง่ายๆ สู่นวัตกรรม “ถ้าช่วงเวลากินขนม ไม่ใช่แค่มื้อเล็กๆระหว่างวัน แต่เป็นโอกาสของการเรียนรู้ด้วย จะดีแค่ไหน?” คำถามนี้นำไปสู่การพัฒนา “ขนมขบเคี้ยวพอดีคำ” ที่ออกแบบโดยผสมผสานหลักเทคโนโลยีการแปรรูป โภชนาการ และจิตวิทยาพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นนวัตกรรมที่คำนึงถึงทั้ง2 มิติ คือ “คุณภาพ” และ “ประสบการณ์”มิติที่ 1: คุณภาพ: โภชนาการที่เหมาะสมกับวัยเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการแปรรูปที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย มีคุณค่าทางโภชนาการที่สอดคล้องกับความต้องการของร่างกายในช่วงวัยนี้ เก็บรักษาได้นานโดยไม่ต้องใช้สารกันเสีย ช่วยให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าขนมที่ลูกรับประทานมีคุณภาพมิติที่ 2: การส่งเสริมพัฒนาการผ่านประสบการณ์ขนาดพอดีคำไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กต้องใช้นิ้วหยิบจับด้วยตัวเอง ทุกครั้งที่หยิบขนมเข้าปาก คือการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและการประสานงานระหว่างตากับมือ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทักษะการช่วยเหลือตัวเองในอนาคต พร้อมสร้างความมั่นใจ และฝึกทักษะการรับประทานอาหารแบบไม่รู้ตัวHighlight1) วัตถุดิบคุณภาพ2) คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย3) เนื้อสัมผัสที่ได้จากเทคโนโลยีการแปรรูปที่เหมาะกับช่วงวัย4) ขนาดพอดีคำช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก5) เก็บรักษาได้นาน ปราศจากวัตถุกันเสีย เมื่อทุกคำที่เคี้ยว มีทั้งคุณค่าและความหมาย นวัตกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ “ช่วงเวลาว่าง” ของเด็กมีประโยชน์มากขึ้น…

  • จากพืชพื้นถิ่นสู่นวัตกรรมชีวภาพ: การปลดล็อกศักยภาพ “บาทาทาซิน” ด้วยเทคโนโลยีไฟโตโซม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

    ย้อนกลับ ท่ามกลางความหลากหลายของผืนป่าไทย เราค้นพบขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่… ไม่ใช่ทองคำ แต่คือ “ว่านพระฉิม” สมุนไพรที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นักวิจัยค้นพบว่า ในว่านพระฉิมมีสารสำคัญที่ชื่อว่า “บาทาทาซิน” (Batatasin) ซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงมาก แต่ธรรมชาติก็สร้างกำแพงกั้นไว้… เพราะสารนี้มีข้อจำกัดเรื่อง “ความบริสุทธิ์” และที่สำคัญคือ “ร่างกายดูดซึมได้ยาก” ทีมวิจัยของเราไม่ได้หยุดแค่การค้นพบ แต่เรามุ่งมั่นที่นำของดีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเราเริ่มต้นที่ต้นน้ำ ด้วยการใช้คลื่นอัลตราโซนิกเข้าไปกระตุ้นเซลล์พืชอย่างนุ่มนวล เพื่อดึงสารบาทาทาซินออกมาให้ได้ความบริสุทธิ์สูงสุด โดยไม่ทำลายโครงสร้างสำคัญ เมื่อได้สารสกัดบริสุทธิ์แล้ว เราจึงนำเทคโนโลยี ไฟโตโซม (Phytosome) เข้ามาแก้ปัญหา ลองจินตนาการว่าสารสำคัญคือผู้โดยสาร VIP และไฟโตโซมคือรถลีมูซีนส่วนตัวที่ห่อหุ้มสารสำคัญด้วยฟอสโฟลิปิด (เลียนแบบผนังเซลล์มนุษย์) ทำหน้าที่เป็นบัตรผ่านทางพิเศษพาบาทาทาซินทะลุผ่านระบบทางเดินอาหาร เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าเดิมหลายเท่าตัว Key Highlights1) ค่าชีวประสิทธิผล (Bioavailability) ที่สูงขึ้น ร่างกายจึงนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ2) เป็นทางเลือกใหม่ที่ทรงพลังสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อเราผสานภูมิปัญญาแห่งพืชพันธุ์เข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเราสามารถเปลี่ยนสมุนไพรท้องถิ่น ให้กลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน นวัตกรรม : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบาทาทาซินจากว่านพระฉิมเลขที่คำขอ : 403000912รางวัลระดับนานาชาติ : รางวัลเหรียญทอง งาน The…